วันศุกร์, มีนาคม 31, 2560

"คสช."ยุคอัสดงของสื่อไทย นักนิเทศศาสตร์เตือนคุมมากระวัง"ระเบิด"




https://www.youtube.com/watch?v=6qssQubNWZw&feature=youtu.be

"คสช."ยุคอัสดงของสื่อไทย นักนิเทศศาสตร์เตือนคุมมากระวัง"ระเบิด"


jom voice

Published on Mar 30, 2017

ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนที่ 1) เกี่ยวกับการที่ บอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.มีมติพักใบอนุญาต สถานีโทรทัศน์วอซ์ทีวี.เป็นเวลา 7 วันว่า เป็นเรื่องเศร้าที่ผู้มีอำนาจรัฐพยายามปิดปาก และปิดหูปิดตาประชาชน ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนทำสื่อยุคนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทางการเมือง การวิเคราะห์ข่าวก็คือการตีความ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีความโน้มเอียง หรืออาจถูกมองว่าไม่เป็นกลาง แต่ก็ต้องอยู่บนหลักการของเหตุผล อยู่บนผลประโยชน์ของสาธารณะ และชวนให้ประชาชนตั้งคำถาม ตรวจสอบหา การที่รัฐบาลพยายามสร้างกลไกควบคุมสื่อให้เกิดความกลัว นี่ต่างหากที่เป็นปัญหาเพราะจะทำให้ สื่อไม่สามารถสร้างสมดุลย์ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้ เพราะเสรีภาพในการทำงานของสื่อมวลชน จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่เห็นต่างกันได้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ( ตอนสุดท้าย - ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ จะวิเคราะห์บทบาทของ กสทช.องค์กรอิสระที่กำลังตกเป็นเครื่องมือของรัฐหรือไม่.. โปรดติดตาม )

วาทะเด็ด "ไม่ได้มาจากประชาชน อย่าริอ่านเรียกตัวเอง 'สภาผู้ทรงเกียรติ' (ควรเรียก "สภาผู้คนเกลียด" มากกว่า)




FULL EP. ไม่ได้มาจากประชาชน อย่าริอ่านเรียกตัวเอง 'สภาผู้ทรงเกียรติ'

รายการ WakeUp News ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2560

ดูคลิปรายการที่นี่...
http://shows.voicetv.co.th/wakeupnews/475632.html

ถ้าเป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติ ต่อให้ยืนอยู่ตรงไหนก็มีเกียรติ..

กรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงปิดคดีถอดถอนสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หลังจากที่อดีตเจ้ากระทรวงบัวแก้ร้องขอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อให้ สนช. ลงประชามติ เพราะทำหน้าที่เหมือนศาล ตามมาตรา 13 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ระบุว่า การประชุมต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง แต่มีสมาชิก สนช. เข้าฟังประมาณ 50 คน จึงขอให้ประธานนับองค์ประชุม

หลังจากสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย กดออดนับองค์ประชุมเพื่อลงมติ จนมีสมาชิก สนช. ลุกขึ้นอภิปรายทักท้วงคัดค้านการทำหน้าที่ของนายสุรชัย ที่ปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาขอมติให้นับองค์ประชุม

ผลสุดท้ายที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ 149 เสียง ไม่ให้บุคคลภายนอกเสนอให้มีการนับองค์ประชุม


ooo





.....





 .....






วันพฤหัสบดี, มีนาคม 30, 2560

เรียนรู้จากจีน คลิปแนะนำการออกกำลังกาย (4 ทิศ) สำหรับ"บิ๊กตู่" และผู้สนใจ ทุกวันพุทธ




https://www.youtube.com/watch?v=f5FHpau7PGo&feature=youtu.be

Behold: China's dancing granny is going to teach you some serious swag moves


People's Daily, China

Published on Mar 19, 2017

ooo

เทียบกับลุงตู่ 1 ทิศ



https://www.facebook.com/253729448003304/videos/1334095366633368/


คลิป สส. สุนัย จุลพงศธร รายการ "เกาะติด คิดทันข่าว" "ปิด Voice TV ป้ายขี้ ปตท. หลอกล่อกินรวบ 3 ทหาร"



https://www.facebook.com/sunai.chulpongsatorn/videos/383001788765138/


ผอ.บีบีซีเวิลด์ ตอบกรณี ‘ไผ่ ดาวดิน’ การแชร์เป็นสิทธิในการเผยแพร่ข่าวสาร



ฟรานเชสกา อันส์เวิร์ธ (ขวา)

ผอ.บีบีซีเวิลด์ ตอบกรณี ‘ไผ่ ดาวดิน’ การแชร์เป็นสิทธิในการเผยแพร่ข่าวสาร


Thu, 2017-03-30 16:26
ที่มา ประชาไท

ผู้อำนวยการบีบีซีภาคบริการโลกเผย รัฐบาลทั่วโลกกำลังหาช่องทางควบคุมสื่อเพื่อจัดการข้อมูลก่อนส่งถึงประชาชน ส่วนสื่อต้องมุ่งมั่นที่จะรายงานข้อเท็จจริงอย่างยุติธรรมและซื่อสัตย์ ตั้งใจรักษาเสรีภาพเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางให้โลกได้รับรู้ พร้อมตอบกรณีไผ่ ดาวดิน การกดแชร์เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนรับรู้ข่าวสาร เป็นสิทธิที่ทุกคนควรมี

29 มี.ค. 2560 ฟรานเชสกา อันส์เวิร์ธ ผู้อำนวยการบีบีซีภาคบริการโลก และรองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บรรยายเรื่อง เสรีภาพสื่อในยามที่โลกอำนาจนิยมเบ่งบาน ที่วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ชั้น 2 ห้อง 205 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยชี้ว่า ความสัมพันธ์ของบีบีซีกับนักการเมือง ไม่ต่างกับการชักเย่อ ที่แต่ละฝ่ายควรจะต้องดึง ซึ่งความเป็นจริงก็เป็นกระบวนการตามหลักการประชาธิปไตย เพราะเป็นการทดสอบผู้ที่อยู่ในอำนาจ สื่อสามารถถูกตรวจสอบได้ หากสื่อมีอำนาจมากเกินไปจะส่งผลกระทบ สร้างความเสียหายต่อระบบการเมือง หากอ่อนแอเกินไปจะเสี่ยงต่อการถูกดึงไปทางใดทางหนึ่ง เสี่ยงต่อการสูญเสียเสรีภาพของสื่อ

ฟรานเชสกา เล่าจากประสบการณ์ในช่วงการรณรงค์ทำประชามติ กรณีสหราชอาณาจักรต้องการออกจากสหภาพยุโรป (EU) ว่า บีบีซีต้องสู้กับการปล่อยข่าวจากทั้งสองฝั่ง ที่พยายามอยากแก้ไขข่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเอง ทั้งนี้เอง บีบีซีได้รับการยอมรับจากนักการเมืองว่าเป็นอิสระ และเราต้องคงความอิสระนั้นไว้ การทำประชามติครั้งนั้นเตือนให้เรารู้ว่าเส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบอย่างเหมาะสมและการแทรกแซงสื่อเป็นสิ่งที่เราต้องหวงแหน

ฟรานเชสกา เล่าต่อว่า ในการรักษาสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สื่อต้องมีความรับผิดชอบ รู้ถึงจุดกึ่งกลางระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสุดโต่งพร้อมผลกระทบที่จะตามมา ในกรณีประเทศไทยมีกฎหมายมาตรา 112 เพื่อปกป้องราชวงศ์ ตอนนั้นบีบีซีเกือบตกที่นั่งลำบากจากการนำเสนอบทความประวัติของในหลวงรัชกาลใหม่ลงสื่อออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาที่ออฟฟิศบีบีซีกรุงเทพ ทำให้เนื้อหาที่นำเสนอถูกบล็อค แต่ความเป็นจริงแล้วบทความดังกล่าวเขียนขึ้นและตีพิมพ์ที่สำนักงานใหญ่บีบีซีที่ลอนดอน ซึ่งพนักงานในประเทศไทยต่างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความนั้น

ทั้งนี้ภายในห้องบรรยาย ได้มีผู้ตั้งคำถามถึงกรณีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาหรือไผ่ ดาวดินที่ถูกดำเนินคดี 112 หลังแชร์พระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่บีบีซีนำเสนอ ฟรานเชสกา ตอบว่าบีบีซีเชื่อในหลักการสิทธิที่จะเผยแพร่ (The Right to Share) การกดแชร์เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนรับรู้ข่าวสาร เป็นสิทธิที่ทุกคนควรมี บีบีซีไม่มีเจตนาจะทำให้เกิดความไม่พอใจ และไม่ได้มาที่นี่เพื่อละเมิดกฎหมาย แต่เป็นการทำงานตามกรอบมาตรฐานของกองบรรณาธิการ

“ดิฉันไม่อยากจะพูดถึงประเด็นเก่าๆ ระหว่างเรา เราอยากมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย เราไม่อยากทำให้ประเทศไทยไม่พอใจ รวมถึงราชวงศ์ แต่บีบีซียืนยันในบทความดังกล่าวและเชื่อมั่นว่ามันตรงกับหลักการบรรณาธิการของบีบีซี และมันเลี่ยงไม่ได้ จะเป็นการดีด้วยซ้ำที่ในประเทศใดก็ตาม นักการเมืองและสื่อมวลชนจะเห็นไม่ตรงกันตลอด” ฟรานเชสกา กล่าว

ฟรานเชสกา เล่าต่อว่า ตอนนี้คำถามสำหรับสื่อและนักการเมืองคือ ใครเป็นผู้จำกัดเสรีภาพและเราควรถูกตัดสินอย่างไร ใครคือผู้กำกับดูแล และกฎกติกาในการกำกับดูแลคืออะไร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณว่าอยู่ส่วนไหนของโลก วัฒนธรรมของประเทศนั้นเป็นอย่างไร มุมมองด้านประชาธิปไตยและบทบาทของสื่อในระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยและเสรีภาพสื่อไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน บางทีอาจไม่เกิดขึ้นเลย และจำเป็นต้องใช้เวลา

ฟรานเชสกา ระบุด้วยว่า ค่อนข้างเป็นกังวลสำหรับการคุกคามสื่อจากรัฐบาลบางประเทศ ตามรายงานขององค์กรสื่อไร้พรมแดน นักข่าวหลายร้อยคนถูกจำคุกในประเทศตุรกี หลังล้มเหลวในการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกรกฎาคม และนักข่าวอีกหลายร้อยคนถูกขังในประเทศจีน, 27 คนในประเทศอียิปต์, 24 คนในประเทศอิหร่าน รัฐบาลฮังการีจัดตั้งองค์กรสื่อจากฝ่ายการเมืองมีอำนาจในการเซ็นเซอร์การรายงานข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กีดกันไม่ให้สื่อหลายสำนักเข้าฟังการแถลงข่าวของทำเนียบขาวและเลือกเฉพาะสื่อบางสำนักในการเข้าทำเนียบขาวเท่านั้น

“ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ รัฐบาลทั่วโลก กำลังหาทางควบคุมสื่อ หรือใช้อำนาจควบคุมข่าวสารที่จะส่งต่อถึงประชาชน ในบางครั้งยิ่งเราพูดถึงเสรีภาพสื่อมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งฟังดูว่างเปล่ามากเท่านั้น” ฟรานเชสกา กล่าว

เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก SEAPA


สื่อนอกปูด รัฐไทยชงกม. คุมกิจการพุทธศาสนา





สื่อนอกปูด รัฐไทยชงกม. คุมกิจการพุทธศาสนา

by Sathit M.
30 มีนาคม 2560
Voice TV

รอยเตอร์เผยรัฐบาลทหารไทยยกร่างกฎหมายควบคุมพุทธจักรฉบับใหม่ ให้นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นั่งเป็นกรรมการ เล็งประกาศใช้ก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธที่ 29 มีนาคม ว่า แหล่งข่าวผู้ขอสงวนนามเปิดเผยว่า รัฐบาลทหารของไทยกำลังจัดทำกฎหมายควบคุมฝ่ายสงฆ์ ซึ่งดูจะลดทอนบทบาทของมหาเถรสมาคมอย่างมาก

ร่างกฎหมายซึ่งยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนฉบับนี้ กำหนดให้มีคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยให้โควต้ามหาเถรสมาคมเลือกพระสงฆ์เข้าเป็นกรรมการได้ 3 รูปจากทั้งหมด 27 ที่นั่ง ตำแหน่งที่เหลือจะให้นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวง และข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงผู้รู้ด้านการศาสนา บุคคลจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ และผู้แทนกลุ่มพุทธศาสนิกชนที่นายกรัฐมนตรีเลือก เข้าไปนั่งเป็นกรรมการ





ผศ.ดร.พระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ให้ความเห็นกับรอยเตอร์ว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ส่งเสริม แต่บังคับให้พระสงฆ์ยอมเชื่อฟัง และอยู่ใต้การปกครองของรัฐ ซึ่งไม่เหมาะสม “การแทรกแซงของรัฐเช่นนี้จะทำให้ลดทอนศาสนา”

พ.ต.ท.พงษ์พร พราหมเสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาของมหาเถรสมาคม “กฎหมายฉบับนี้จะเป็นคุณแก่พระสงฆ์ และช่วยเผยแผ่ศาสนาพุทธ”

ผอ.สำนักพุทธฯยังกล่าวด้วยว่า การผลักดันกฎหมายดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกรณีปัญหาวัดพระธรรมกาย

อย่างไรก็ดี รอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อขอความเห็นจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมได้

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลคณะรัฐประหาร ผู้สนับสนุนการกำกับดูแลกิจการพุทธศาสนา บอกว่า ถ้าร่างฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ปัญหาอย่างวัดพระธรรมกายจะหมดไป “พระที่ทำผิดวินัยสงฆ์ หรือแสวงประโยชน์จะถูกปราบ”

ผศ.ดร.มนตรี สิระโรจนานันท์ ผู้รู้ด้านศาสนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวอาจช่วยให้วงการสงฆ์แก้ปัญหาเรื้อรังต่างๆได้ แต่คณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปนั่งเป็นกรรมการโดยส่วนใหญ่นั้น อาจถูกใช้ประโยชน์อย่างผิดๆได้

“ดาบที่อยู่ในมือของรัฐบาลทหาร อาจถูกใช้เป็นอาวุธ” เขาให้ข้อสังเกต

รายงานข่าวระบุว่า ร่างกฎหมายว่าด้วยการ 'อุปถัมภ์และคุ้มครอง' พระพุทธศาสนาฉบับนี้ ไม่ครอบคลุมเรื่องเงินบริจาคของวัด ซึ่งประมาณว่ามีมากถึงปีละกว่า 1.2 แสนล้านบาท

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจะประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในปี 2561.

Source: Reuters

Photo: AFP

ooo





"และแล้ว...หางก็โผล่"

สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ คสช. แต่งตั้งให้มาเป็น ผอ. สำนักพุทธฯ ได้ทำหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เสนอความเห็นให้แต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อบริหารและสอบอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ของวัดซึ่งขัดต่อกฎหมาย เพราะการแต่งตั้งเจ้าอาวาสตามกฏ มส. ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะอำเภอจนถึงรองเจ้าคณะตำบลร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติ จากนั้นให้เจ้าคณะอำเภอรายงานเสนอเจ้าคณะจังหวัดเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ ผอ. ซึ่งเป็นคฤหัสถ์เสนอความเห็นอันเป็นการแทรกแซง ส่วนการสอบอธิกรณ์คือการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยซึ่งยังไม่มีการกล่าวหาจึงไม่มีอธิกรณ์ให้สอบ ดังนั้น ข้ออ้างในหนังสือจึงเป็นเท็จ

การที่หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจเผด็จการสั่งปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ดำเนินคดีกับรักษาการเจ้าอาวาสรวมทั้งออกคำสั่งจับกุมพระสงฆ์หลายรูป คือการทำให้พระผู้ใหญ่ของวัดต้องคดีเพื่อเปิดทางให้มีการแต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่นมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเสมือนเป็นการยึดวัดพระธรรมกาย ส่วนการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมที่เป็นองค์กรปกครองสงฆ์คือการควบคุมศาสนจักร ซึ่งเท่ากับ คสช. ที่เป็นฝ่ายอาณาจักรควบคุมทั้งอำนาจรัฐและศาสนจักรอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เนื่องจากข้อเสนอการแต่งตั้งเจ้าอาวาสไม่ชอบด้วยกฎหมายเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีจึงไม่เล่นด้วย รัฐมนตรีจึงเลี่ยงมาตั้งเป็นคณะกรรมการประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตัวแทนจากดีเอสไอและสำนักพุทธฯ เพื่อบริหารจัดการวัดพระธรรมกาย แต่ก็ผิดกฎหมายอีกเช่นกันเพราะวัดพระธรรมกายมีรักษาการเจ้าอาวาสทำหน้าที่แล้ว อีกทั้งการปกครองสงฆ์เป็นอำนาจหน้าที่ของ มส. ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่กำกับสำนักพุทธฯ จะไปแต่งตั้งพระและคฤหัสถ์มาบริหารจัดการวัด สุมหัวกันวางแผนยึดวัดปกครองพระจนคลิปหลุดหางโผล่ อย่าลืมประสานงานกับนรกให้สร้างขุมพิเศษไว้รอด้วยจะได้ไปอยู่รวมกัน

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
30 มีนาคม 2560


Watana Muangsook

ooo

Exclusive - Thai junta seeks law to bring more order to Buddhism



Supporters of Dhammakaya temple walk inside Dhammakaya temple in Pathum Thani province, Thailand, March 9, 2017. Picture taken March 9, 2017. REUTERS/Athit Perawongmetha


By Panarat Thepgumpanat and Patpicha Tanakasempipat | BANGKOK
Source: Reuters

Thailand's military government is working on a law to help regulate Buddhism, officials say, giving the junta far more say over a pillar of Thai society that has so far eluded its control.

The proposed bill, which has not been made public, would appear to significantly reduce the say of the Sangha Supreme Council, Buddhism's governing body in Thailand.

A source within the government who did not wish to be named said the bill would set up a new committee that would set policies to "support and protect Buddhism," though it wouldn't touch on religious practices.

The bill would give monks chosen by the Sangha Council only three of the 27 seats on the committee. Other seats would go to the prime minister, police chief, a number of other senior officials as well as experts on Buddhism, members of Buddhist universities and representatives of Buddhist groups chosen by the prime minister, the source said.

"The bill does not 'support', but forces monks to obey and stay under state governance, which is inappropriate," Phra Metha Winairos, deputy dean of Mahamakut Buddhist University, told Reuters. "This state interference will downgrade religion."

The proposed law comes amid a swirl of controversies around a religion professed by 95 percent of Thais, and with most opposition to army rule neutralised since a 2014 coup.

While police have lifted a three-week siege of the giant Dhammakaya temple north of Bangkok, the temple's defiance of attempts to arrest its former abbot in a money laundering case has highlighted the limit of state authority over monks.

The draft of the new bill is being reviewed by the Sangha Supreme Council, said the head of the National Office of Buddhism.

No member of the council of elder monks was available for comment.

"This bill will benefit monks and help spread Buddhism," said Pongporn Pramsaneh, the recently appointed former detective who now heads the government office that handles Buddhist affairs. He declined to give details about the bill.

WANING INFLUENCE

There are already indications the Sangha Council's influence has been weakened.

Last year, the junta rejected the name put forward by the council to be the new Supreme Patriarch of Buddhism, an abbot who had ties with the Dhammakaya temple and who had been under investigation over a scam involving luxury cars.

The military-appointed parliament then granted new King Maha Vajiralongkorn the power to pick a chief monk himself.

Pongporn at the Buddhist affairs office said the renewed push on the bill had nothing to do with the Dhammakaya temple, which frustrated an attempt by thousands of police this month to search for its former abbot, Phra Dhammachayo.

Critics of the temple say it is sympathetic to the "red shirt" movement of ousted prime minister Thaksin Shinawatra, which the temple denies.

Paiboon Nititawan, a former junta advisor who wants even greater regulation of Buddhism, said if the bill was enacted, "problems like Dhammakaya will be suppressed."

"Monks looking to violate monastic codes or wrongly exploit religion will be suppressed," he said.

VOW OF OBEDIENCE?

Religious scandal is nothing new in Thailand, which has 40,000 temples and more than 300,000 monks. Reports of sex, drugs and improper financial dealings are frequent.

The proposed committee under the new bill would set policies to improve secular affairs - though not Buddhist religious practices.

That could potentially help the Sangha tackle persistent problems, said Buddhism expert Montree Sirarojananan from Thammasat University in Bangkok. But he said a committee dominated by government officials could also be abused.

"A knife in the hands of a military government tends to be used as a weapon," he said.

The bill did not include any measures for state control over the finances of temples which, according to a 2014 study, get an estimated $3.5 billion a year in donations, the government source said.

The bill would still need approval from the cabinet and the legislative assembly.

It would also need to be signed off by King Vajiralongkorn. After appointing a conservative as Supreme Patriarch in February, the king then approved the junta's request to strip the Dhammakaya temple's former abbot of his monastic titles.

Aomsin Cheewapruek, Minister in the Prime Minister's Office, said the government would enact the bill before the next general election, which is not expected until well into 2018.

($1 = 34.4 baht)

(Editing by Matthew Tostevin and Bill Tarrant)



ทายาทกระทิงแดง เลื่อนนัดอ้างอยู่อังกฤษ อสส.ยันไม่ได้ซุกสำนวน ขู่เบี้ยวรอบหน้าเจอหมายจับ ชมคลิป LIVE!!! นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงข่าวความคืบหน้าคดี 'บอส วรยุทธ' ทายาทกระทิงแดง ขับรถชนดาบตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555




https://www.facebook.com/weeranan.voicetv/videos/10210913571387243/

ooo

ทายาทกระทิงแดง เลื่อนนัดอ้างอยู่อังกฤษ อสส.ยันไม่ได้ซุกสำนวน ขู่เบี้ยวรอบหน้าเจอหมายจับ





30 มีนาคม 2560
ที่มา ข่าวสดออนไลน์

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 30 มีนาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแถลงข่าว ความคืบหน้าคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ขับรถยนต์หรูพุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่จราจร สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 กันยายน 55 ว่าในวันนี้ทางพนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ได้แจ้งให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการใน แต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมาผู้ต้องหาได้มอบอำนาจให้ทนายความมาขอเลื่อนคดีกับพนักงานอัยการ โดย อ้างว่าติดภารกิจที่ประเทศอังกฤษ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา กรุงเทพใต้ ได้อนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ 27 เมษายน 60

โดยนายประยุทธ เล่าที่มาของคดีนี้ว่า เดิมคดีนี้ นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ขณะนั้น ได้เคยมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว หลังจากนั้นผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้ง ซึ่งครั้งหลังสุดก็ได้ร้องขอความเป็นธรรมโดยให้สอบพยานอีกหลายปาก แต่พนักงานอัยการได้สั่งยุติหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาและแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องเดิมที่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที พร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้นายวรยุทธ มาพบพนักงานอัยการ เพื่อทราบคำสั่งและส่งฟ้องในวันที่ 25 เมษายน 59





ปรากฏว่าเมื่อพนักงานอัยการได้แจ้งไปยังผู้ต้องหาแล้ว วันที่ 12 เมษายน 59 ผู้ต้องหาได้มอบอำนาจให้ทนายความมายื่นหนังสือกับพนักงานอัยการขอเลื่อนคดี อ้างว่าติดธุระอยู่ต่างประเทศ พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีจึงอนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ 25 พฤษภาคม 59 พร้อมกับกำชับให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการตามกำหนดนัด แต่พอครั้นถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่มาพบพนักงานอัยการ พนักงานอัยการจึงมีหนังสือแจ้งไปที่พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ไปดำเนินการติดตามเอาตัวผู้ต้องหาเพื่อส่งฟ้องต่อศาล

พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อก็ได้แจ้งผลการติดตามตัวผู้ต้องหาว่า ผู้ต้องหาได้ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานอัยการออกไปก่อนเนื่องจากได้ไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม ปากผู้ชำนาญการพิเศษในประเด็นเรื่องความเร็วของรถ


In this Nov. 26, 2016, photo provided by XPB Images, Vorayuth “Boss” Yoovidhya, second left, whose grandfather co-founded energy drink company Red Bull, walks with his mother Daranee, second right, at the Formula 1 Grand Prix in Abu Dhabi. Vorayuth is accused of killing a Thai police officer in a hit-and-run in 2012, yet he still has not appeared to face charges. (XPB Images via AP)


ซึ่งทางพนักงานอัยการก็ได้พิจารณา ยืนยันให้พนักงานสอบสวนไปติดตามตัวผู้ต้องหามาส่งให้พนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลภายในวันที่ 24 มิถุนายน 59 แต่ภายหลังผู้ต้องหามีหนังสือเลื่อนการเข้าพบ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างตนร้องขอความเป็นธรรมไปที่ สนช.เช่นเดิม ซึ่งพนักงานอัยการยังคงยืนยันให้ผู้ต้องหามาพบเพื่อส่งฟ้องต่อศาล และมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 59 แจ้งไปยังพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้นำตัวผู้ต้องหามาพบแต่ตัวผู้ต้องหาก็ยังอ้างเหตุเดิมจน วันที่ 28 พฤศจิกายน 59 ผู้ต้องหามีหนังสือถึงพนักงานอัยการแจ้งขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดภารกิจอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรต

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 59 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย ฯ สนช.ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้พนักงานอัยการ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ซึ่งในวันเดียวกันผู้ต้องหาก็ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เพื่อให้สอบปากคำพยานผู้ชำนาญการพิเศษโดยอ้างว่าตนเองไม่ได้ ขับรถเร็วตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีในรูปของคณะทำงานได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม ตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ ซึ่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมพนักงานอัยการล่าสุดพนักงานอัยการได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว จนนัดตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องต่อศาลในวันที่ 27 เมษายน นี้



In this June 30, 2013, photo provided by XPB Images, Vorayuth “Boss” Yoovidhya walks at the British Formula 1 Grand Prix in Silverstone, England. Vorayuth is accused of killing a Thai police officer in a hit-and-run in 2012, yet he still has not appeared to face charges. (XPB Images via AP)


ผู้สื่อข่าวถามเหตุการณ์ที่ผ่านมานาน 5 ปี แล้วการดำเนินคดีกับกรณีนี้ยังไม่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล เป็นการประวิงเวลาหรือไม่ นายประยุทธว่า เนื่องจากมีการขอความเป็นธรรมหลายครั้ง แต่การที่จะร้องขอความเป็นธรรมนั้นอัยการก็จะต้องดูเหตุที่อ้างว่าเลื่อนลอยหรือไม่ กรณีนี้มีการร้องต่อคณะกรรมาธิการการฯ สนช. ถ้าเราไม่สอบเพิ่มเติมให้ ก็อาจถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ ขณะนี้ประเด็นที่ นาย วรยุทธได้ร้องขอความเป็นธรรมมาก่อนหน้านี้ ทางอัยการก็ได้พิจารณาสอบเพิ่ม ตามที่ร้องขอไม่ว่าจะเป็นเรื่องความประเด็นเรื่องความเร็วของรถ ที่ไปร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ สนช. เรียกได้ว่าคดีใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว จนปัจจุบันนี้อัยการก็ยังคงมีคำสั่งให้ฟ้อง นาย วรยุทธ โดยในวันที่ 27 เมษายน ที่อัยการนัดให้ผู้ต้องหาพบเพื่อส่งตัวฟ้อง นั้นถ้ามีการอ้างเหตุผลเลื่อนลอย ก็จะประสานพนักงานสอบสวนออกหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี โดยจะไม่สามารถอ้างเหตุผลเดิมได้อีกแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากคดีนี้ที่มีการดำเนินคดีค่อนข้างล่าช้ากระทบต่อภาพลักษณ์ต่ออัยการสูงสุดหรือไม่ และข้อสงสัยที่ว่าอัยการที่ทำสำนวนนี้ตั้งแต่ต้นถูกโยกย้ายหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุดต้องยอมรับการตรวจสอบ แต่ตามที่ตนได้ไล่เรียงขั้นตอนต่างๆ ก็จะเห็นได้ว่าอัยการไม่ได้เพิกเฉย ซุกสำนวนแต่อย่างใด โดยเรายึดหลักว่าความล่าช้ากระทบต่อความยุติธรรม แต่เหตุที่คดีนี้ล่าช้าเพราะว่าผู้ต้องหามีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาหลายครั้งอัยการก็ต้องรอสอบให้สิ้นกระแสความ แต่ถ้าไม่มีประเด็นเพิ่มเข้ามาอีกก็น่าจะยุติได้ ตนคิดว่ายิ่งผู้ต้องหานามสกุลดัง กลับยิ่งเป็นที่จับตามองของสังคมมากกว่า คิดว่าเรื่องนี้สังคมจะเข้าใจ ส่วนเรื่องที่ย้ายอัยการนั้น ยืนยันว่าไม่มีย้ายอัยการเพราะทำคดีนี้แน่นอน ซึ่งโดยปกติก็มีการโยกย้ายอัยการตามวาระทุกปี

เมื่อถามว่าคดีของ นาย วรยุทธที่จะทยอยหมดอายุความจะมีผลกระทบต่อการสืบเจตนาการกระทำผิดในชั้นศาลหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า แม้ข้อบางข้อหาจะหมดอายุความไปแล้ว แต่ในการการสืบพยานในชั้นศาลก็จะมีการนำสืบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การหมดอายุความในบางข้อหาไม่ส่งผลกระทบต่อรูปคดี ซึ่งคดีนี้ยังมีเหลือ 2 ข้อหาคือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอายุความ15 ปี และจะหมดอายุความในเดือนกันปี 70 ส่วนคดีไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหายและไม่แจ้งต่อเจ้าหนักงานในทันทีชนแล้วหนีคดีนี้อายุความ 5 ปี จะขาดอายุความภายในวันที่ 3 กันยายน 60 นี้ ซึ่งทางพนักงานอัยการจะกำชับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องได้ก่อนหมดอายุความ

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ทำไม่ไม่เคยประสานขอให้ตำรวจออกหมายจับ นายประยุทธ กล่าวว่า เรื่องที่นายวรยุทธไม่มาพบอัยการก็มีการอ้างเหตุ และร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งบางเรื่องที่ร้องมามันมีเหตุผลให้ต้องสอบสวนบางเรื่องแต่ขณะนี้เมื่อมีการสอบเสร็จสิ้นแล้วหากยังไม่มาทางอัยการก็จะประสานตำรวจเพื่อออกหมายจับเพื่อส่งตัวผู้ต้องหา ส่วนในกรณีที่ผู้ต้องหายังอยู่ต่างประเทศและจะไม่มาพบอัยการนั้นหากมีการออกหมายจับก็จะจะสามารถถึงขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งเรามีอัยการสำนักงานต่างประเทศคอยดูแลเรื่องนี้อยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้ หลังจากเกิดเหตุทางพนักงานสอบสวนมีการแจ้งข้อหา นายวรยุทธสรุปข้อหาที่เกี่ยวข้องในคดี 1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ม.291 จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท อายุความ 15 ปี)

2.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานในทันที ชนแล้วหนี (พรบ.จราจรทางบก ม.78 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับ 5,000-20,000 บาท อายุความ 5 ปี )จะขาดอายุความ 3 กันยายน 60 สั่งฟ้อง

3.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

4.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด(พรบ.จราจรทางบก ฯ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท อายุความ 1 ปี)

5.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย (พรบ.จราจรทางบกฯ ม.43(4)) ปรับไม่เกิน 1,000 บาท อายุความ 1 ปี

ซึ่งขณะนี้ข้อหาที่ยังไม่หมดอายุความมีเพียง 2 ข้อหา คือข้อหาขับรถประมาทเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดรถช่วยเหลือส่วน อีก 3 ข้อหานั้นมีการหมดอายุความและพนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องในข้อหาเมาสุรา

หมดสิ้นแล้วละ ศักดิ์ศรีความน่าเชื่อถือของ คสช. และลิ่วล้อ





เอาสมยาไหนดีสภาแห่งนี้ ‘ส่งเกลียด’ หรือ ‘ซ่นเกลือก’ สมาชิกเข้าประชุมไม่ถึง ๕๐ ดันมีเสียงโหวตตั้ง ๑๕๓

สนช. ผู้คร่ำหวอดการเมือง เคยวนเวียนเป็นโน่นเป็นนี่ในสังกัดพรรคการเมืองนับโหล ลุกขึ้นพูดหยามอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่เรียกร้องให้นับองค์ประชุมเพราะเห็นคนโหรงเหรง

นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ลุกขึ้นแย้งนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลว่า “ไม่สามารถนับองค์ประชุมตามที่ขอได้ เพราะสภาแห่งนี้เป็นสภาอันทรงเกียรติ ไม่เหมือนสภาปาหี่ที่เคยเป็นในสมัยของท่าน”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/475581.html)





ทั้งที่จริง สภาซึ่ง คสช. ไล่ตั้งอย่าง สนช. นี่ ‘ป๊ะห่วย’ หาไหนเทียบได้แล้วทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แบบว่ามีสมาชิก ๗ คน (รวมทั้งน้องนายกฯ ที่ได้รับเหรียญสดุดี) ขาดประชุมค่อนสมัย แถมเป็นสภาที่มีวันหยุด ๓ อาทิตย์ต่อเดือน

เอาง่ายๆ ดูได้จากที่นายมหันต์นรก (พยางค์หลังอ่านเสียงกล้ำ) ยังมีหน้าบอกว่า “ผู้แถลงมีหน้าที่แถลงปิดคดีเท่านั้น ท่านไม่มีสิทธิใดๆ” ที่จะเรียกร้องให้นับองค์ประชุม

เสร็จแล้วมีการเชิญคู่กรณี (ทั้ง ป.ป.ช. และ นายสุรพงษ์) ออกจากห้องประชุม แล้วที่มีอยู่ไม่ถึง ๕๐ คนก็สุมหัวกันถกเข้มข้น ได้มติจนแล้วจนรอด ๑๔๙ เสียงอีกครั้งว่า “ไม่ให้บุคคลภายนอกเสนอนับองค์ประชุม”

(https://voicefromthais.files.wordpress.com/…/ccpr_c_tha_co_…)

ก็เพราะสภานิติบัญญัติ ‘แห่งชาติ’ ทำหยำเป เกลือกๆ เกลียดๆ กันอย่างนี้ ‘สห’ ประชาชาติเขาถึงต้องออกแถลงเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ‘อีกครั้ง’ เช่นกันว่า

“๘. รัฐภาคี (ไทย) ควรที่จะสำรวจตรวจตราให้ดีต่อมาตรการต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้ผ่านทางรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของมาตรา ๔๔ ๔๗ และ ๔๘ ให้ต้องตรงกับพันธกรณีที่มีต่อปฏิญญา (สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ)

และต้องให้เกิดความมั่นใจด้วยว่ามาตรการต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงมาตรา ๒๗๙ จักต้องสอดคล้องกับพันธกรณีที่มีต่อปฏิญญาฯ

รวมทั้งพันธกรณีที่ต้องให้การเยียวยาอย่างเหมาะสมแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

(CCPR_C_THA_CO_2_27020_E ฉบับภาษาไทยที่ CCPR_C_THA_CO_2_27020_TH_FINAL)

นอกจากนั้นถ้อยแถลง ‘ข้อสังเกตุเชิงสรุป (Concluding observations) ต่อรายงานตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย’ ยังแสดงความไม่วางใจต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยด้วยว่า

“๑๐. รัฐภาคีควรที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถปฏิบัติพันธกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอิสระ และสอดคล้องกับกติกาปารีส (มติที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ๔๘/๑๓๔ ภาคผนวก)”





มิใยที่กระบวนการยุติ (เป็น) ธรรม ‘ชื่อเสีย’ ไปก้องโลก ดังที่สื่อตะวันตกรวมทั้งสำนักข่าวเอพีตีพิมพ์บทความตำหนิคดีที่ทายาทกระทิงแดง นายวรยุทธ อยู่วิทยา เมาสุราขับรถสปอร์ตเฟอรารี่ชนตำรวจจราจรเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๕๕

ผ่านมาเกือบ ๕ ปีแล้วคดีไม่คืบไปไหน แถมผู้ต้องหากลับลอยนวลท่องเที่ยวต่างประเทศเพลิดเพลินใจ

(http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=6349)





หรือกระทั่งคดีทหารยศจ่าสิบเอกวิสามัญฆาตกรรมเด็กหนุ่มชาวลาหู่แล้วทางการพยายามยัดข้อหาค้ายาบ้าในขณะนี้ ทั้งที่พยานหลายปากยืนยันว่าผู้ตายถูกซ้อมทนไม่ไหวจึงวิ่งหนี กลับถูกยิงด้วยปืนเอ็ม ๑๖ เข้าข้างหลัง

ก็มีตัวอย่างเพิ่งปรากฏสดๆ ร้อนๆ ที่กลุ่มรณรงค์ปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดจากจังหวัดตรัง กำลังจะยกขบวนกันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมชุมนุมเรียกร้องกับ ‘พีมู้ฟ’





กลับถูกตำรวจนอกเครื่องแบบพยายามสกัดกั้นด้วยการเอายาซองเสพติดแอบโยนไว้แล้วยัดข้อหามียาบ้า ยังดีที่กลุ่มจับได้จึงพากันประจานจนเจ้าหน้าที่ต้องถอยไป

(http://www.matichon.co.th/news/512837)

หมดสิ้นแล้วละ ศักดิ์ศรีความน่าเชื่อถือของ คสช. และลิ่วล้อ ที่ครองเมืองกันด้วยการตระบัดลิ้นปลิ้นปล้อน ทับถมความเดือดร้อนให้แต่กับฝักฝ่ายที่เห็นต่าง ด้วยการบีบคั้น กลั่นแกล้ง อ้างกฎหมายกดขี่ทำร้าย แม้กระทั่งขูดรีด


ฉันใดก็ฉันนั้น ระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากพลเมืองที่เข้มแข็ง

ไม่มีรัฐใดที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งโดยปราศจากการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง

ชำนาญ จันทร์เรือง

หนึ่งในบรรดาข้อถกเถียงในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทยที่ผ่านมาก็คือ ข้อถกเถียงเกี่ยวกับแนวความคิด จังหวัดจัดการตนเองที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น บนพื้นฐานของ self determination rights หรือสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

ซึ่งบางฝ่ายได้โต้แย้งว่าต้องพัฒนาการเมืองการปกครองหรือประชาธิปไตยในระดับชาติเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาพัฒนาการปกครองท้องถิ่นทีหลัง กอรปกับนายกรัฐมนตรีได้ออกมาย้ำเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มี.ค 60 ที่ผ่านมาอีกว่า ยังไม่พร้อมกระจายอำนาจปกครองตนเองเพราะยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

แต่ผมกลับเห็นตรงกันข้าม เพราะผมเชื่อว่าไม่มีรัฐใดที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งโดยปราศจากการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ดังคำกล่าวของ Konrad Adenauer  อดีตนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีที่ว่า No state without city”  ซึ่งหากแปลตรงตัวก็คือ “ไม่มีรัฐใดที่ไม่มีเมือง”

ความหมายที่แท้จริงคือ “ไม่มีทางที่การเมืองการปกครองในระดับชาติ (state) จะเข้มแข็งได้ หากปราศจากการปกครองท้องถิ่น (ในที่นี้หมายถึงเมืองหรือcity ซึงรวม town, township, municipality ฯลฯ) ที่เข้มแข็ง” นั่นเอง

การปกครองท้องถิ่นคืออะไร
ได้มีปรมาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ได้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Daniel Wit, William A. Robson, William V. Hollowway ฯลฯ ซึ่งสามารถสรุปความได้ว่า

การปกครองท้องถิ่นหมายถึงการปกครองของชุมชนหนึ่งๆ ซึ่งมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่อยู่ภายในชุมชนตามขอบเขตอำนาจที่ได้รับ (กรณีรัฐเดี่ยว) หรือความเป็นอิสระ (กรณีรัฐรวม) จากรัฐบาลกลางหรือส่วนกลาง

โดยจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล, มีสิทธิตามกฎหมายในการตรากฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับต่างๆ, ตลอดจนมีงบประมาณที่มาจากการจัดเก็บภาษีและรายได้ในรูปแบบต่างๆ ภายในท้องถิ่นของตนเอง, สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรในการปฏิบัติงานเป็นของตนเอง”

การปกครองท้องถิ่นมีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร

1) เป็นการให้การศึกษาและฝึกฝนทางการเมือง (Providing Political Education and Training)
การปกครองท้องถิ่นเป็นหนึ่งในรูปแบบของการศึกษาเรียนรู้ทางการเมือง เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นในแต่ละครั้งย่อมเป็นช่วงเวลาและบรรยากาศของการเรียนรู้ทางการเมืองเป็นอย่างดียิ่ง เช่น การรณรงค์หาเสียง, การประกาศและตรวจสอบนโยบาย ฯลฯ  ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้สิทธิในการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว ยังสามารถพัฒนาไปสู่การลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง และพัฒนายกระดับสูงขึ้นจนถึงระดับชาติต่อไป

2) เป็นการส่งเสริมความเป็นพลเมืองและการมีส่วนร่วม (Promoting Citizenship and Participation)
การปกครองท้องถิ่นเป็นการส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้อย่างใกล้ชิด เพราะการเมืองระดับชาติประชาชนมีความรู้สึกว่าไกลตัว แต่การปกครองท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างแนบแน่นมากกว่า โอกาสที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองย่อมมีความเป็นไปได้สูง

เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นพลเมืองที่มีความเข้มแข็งในทางการเมืองและตระหนักถึงสิทธิประโยชน์และความสำคัญของตนในทางการเมือง ฉะนั้น การปกครองท้องถิ่นจึงช่วยยกระดับและขยายไปสู่ความเข้มแข็งในทางการเมืองระดับชาติต่อไป

3) เป็นความเท่าเทียมทางการเมือง (Political Equality)
เมื่อเปรียบเทียบกับการเมืองในระดับชาติแล้ว การปกครองท้องถิ่นสร้างความเท่าเทียมทางการเมืองมากกว่า เพราะประชาชนทุกคนในท้องถิ่นมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างทั่วถึงและกว้างขวางกว่าการเมืองระดับชาติ
4) มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง (political Stability)
การปกครองท้องถิ่นเปรียบเสมือนการให้การศึกษาทางการเมืองด้วยการให้ประชาชนมีประสบการณ์ในการเลือกผู้นำที่ตนไว้วางใจ ซึ่งความไว้วางใจที่มีต่อรัฐบาลนับเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ

5) ก่อให้เกิดความรับผิดชอบ (Accountability)
การปกครองท้องถิ่นก่อให้เกิดความรับผิดชอบ สร้างการตรวจสอบและถ่วงดุลของประชาชนที่มีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะอยู่ใกล้ชิดกับตนเอง จึงได้รู้เห็นความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ได้ดี เช่น มีบ้านหลังใหญ่ขึ้น มีรถยนต์ราคาแพงขึ้น ฯลฯ

6) สามารถสนองตอบต่อความต้องการ (Responsiveness)
เนื่องจากสภาพของท้องถิ่นแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น การสนองตอบของระบบการเมืองต่อข้อเรียกร้องหรือ ความต้องการของท้องถิ่นจึงสอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ระบบการเมืองคำนึงถึงปัจจัยนำเข้า (Input) หรือข้อมูลนำเข้าที่ป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองแล้วแปรรูปเป็นปัจจัยนำออก (Output) ที่ตรงกับข้อเรียกร้องและความต้องการของท้องถิ่น

ดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครรู้ปัญหาท้องถิ่นดีกว่าคนท้องถิ่น” นั่นเอง

น่าเสียดาย ไทยเรามีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเรื่องของการกระจายอำนาจมาโดยลำดับ จวบจนปัจจุบันนับได้ถึง 48 จังหวัดที่ได้มีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง อาทิ ปัตตานีมหานคร ระยองมหานคร ภูเก็ตมหานคร ขอนแก่นมหานคร ฯลฯ

และในที่สุดอดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้มีการแนวความคิดที่จะเสนอร่าง พรบ.จังหวัดปกครองตนเองฯ เพื่อที่จะใช้เป็นกฎหมายกลางสำหรับทุกๆ จังหวัด จะได้ไม่ต้องไประดมรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแบบที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินการมา จนมีการยื่นร่างพรบ.ระเบียบบริหารเชียงใหม่มหานครฯ ต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อ 26 ตุลาคม 2556 โดยมีรองประธานสภาฯ ไปรับร่างพรบ.ฯ และรายชื่อถึงกว่า 12,000 คนด้วยตนเองถึงที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ร่างพรบ.ฯ ต้องมาสะดุดหยุดอยู่เมื่อเกิดการยุบและยึดสภา

มิหนำซ้ำยังมีการพยายามที่จะลดทอนอำนาจและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองท้องถิ่น ในรูปแบบต่างๆ สารพัดวิธี โดยลืมไปว่าการกระจายอำนาจนั้นคือคำตอบของการปรองดองและสมานฉันท์

เพราะการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ประกอบไปด้วยผู้คนจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายและทุกสีที่เห็นความจำเป็นของการกระจายอำนาจ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ “การไม่กระจายอำนาจ ย่อมไม่ใช่การปฏิรูป” และย่อมไม่ใช่การปรองดองสมานฉันท์อย่างแน่นอน

โลกเขาไปถึงไหนๆ แล้ว การพยายามที่จะฝืนกระแสโลก โดยพยายามรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเช่นในปัจจุบันที่กำลังทำกันอยู่ ย่อมที่จะฉุดรั้งประเทศไทยให้ล้าหลังจนเกินกว่าที่จะแก้ไขเยียวยาได้โดยง่าย

อย่าลืมนะครับว่า ระบอบเผด็จการจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากผู้นำที่เข้มแข็ง ฉันใด ระบอบประชาธิปไตยก็จะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากพลเมืองที่เข้มแข็ง ฉันนั้น

-------------
หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 29 มีนาคม 2560

"สมคิด" ติงสื่อเสนอข่าวฉุดเชื่อมั่น ยัน "อาลีบาบา" ยังไม่ทิ้งไทย (จะรอดู!)




https://www.youtube.com/watch?v=KEP95j4NIzM

"สมคิด" ติงสื่อเสนอข่าวฉุดเชื่อมั่น ยัน "อาลีบาบา" ยังไม่ทิ้งไทย

MGR Online VDO

Published on Mar 29, 2017

29/03/2017 "สมคิด" ติงสื่อเสนอข่าวฉุดเชื่อมั่น ยัน "อาลีบาบา" ยังไม่ทิ้งไทย

ooo





เกิดมาไม่เคยเห็นใครหลงตัวเองขนาดนี้ หลังจากพลาดดีลสองพันล้านเหรียญ โดยแจ็ค หม่าจับมือกับนายกฯ มาเลย์ พัฒนา “regional logistic hub” ที่เคแอล ทั้ง ๆ ที่ Alibaba ไม่เคยลงทุนในมาเลย์มาก่อนสักแดงเดียว “สมคิด” ออกมาโทษว่าสื่อสร้างความสับสน และยังเกทับอีกว่า “ที่มาเลเซียจะเป็นอีคอมเมิร์ซทรานส์ฟอร์ม แต่ที่ของเราจะเป็นอีคอมเมิร์ซฮับ ซึ่งสเกลใหญ่กว่าด้วยซ้ำไป”

“สมคิด” เสียทีที่เกิดแถวเยาวราช เสียทีที่เป็น “กุมารจีน” แต่กลับเพ้อฝัน ต้องเอาตัวเลขมายันกันสิ ไม่ใช่คุยอย่างเดียว นี่เป็นหัวหน้าทีมศก.มากี่ปีแล้ว มีอะไรดีขึ้นบ้าง (เอาตัวเลขมาพูดนะ ไม่ใช่ชายแต่ฝัน ดีแต่พูด แต่ลงมือทำจริง ๆ กลับบ้อท่า) ต้องอ่านบทความนี้สิครับ (http://www.thairath.co.th/content/897717) ชัดเจนเลยว่าที่แจ็คหม่าเซย์โนกับไทย เนื่องจากสาเหตุสองสามอย่าง

อย่างแรก เมื่อปีกลายมีคนเตือนเยอะแยะไปหมดว่า อย่าดันพรบ.คอมพ์แบบนี้ออกมา มันรวบอำนาจและสกัดการเติบโตของ startups (เช่น https://bloom.bg/2nL7lHf) ก็ไม่เชื่อ ดันทุรังผ่านกฎหมายเผด็จการออกมา แม้จะมีคนค้านตั้งสามแสนกว่าชื่อ โดยไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย แต่กลับทำให้เกิดภาระกับผู้ประกอบการในยุคดิจิตัลเสียอีก “ทีมงานของนายหม่าคงจะเอาพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ของไทยไปศึกษาแล้วศึกษาอีก โดยใช้นักวิเคราะห์เจาะลึกทุกประเด็น ผมเชื่อว่าคณะสุดยอดสมองของโลกคงอ่านกฎหมาย แล้วก็จึงลงความเห็นเหมือนกันว่า อ้า “เซย์โน” ดีกว่า” ผู้เขียนบทความในไทยรัฐบอก ผู้ประกอบการที่ไหนจะชอบแบกภาระเพิ่มเติม? กฎหมายมันเอื้อกับนักลงทุนมั้ย คิดสิคิด

“อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งคือ ไทยปฏิเสธนวัตกรรมการบริการยุคใหม่อย่างการห้าม Uber” (ทั้ง ๆ ที่เมืองจีนมี Uber นะ) “เมื่อไทยปฏิเสธความเป็นสากล ทีมงานของนายหม่าก็แขยงแขงขนว่า ในอนาคต อาจจะมีการปฏิเสธธุรกิจของอาลีบาบา ก็อาจจะเป็นไปได้” ผู้เขียนบทความในไทยรัฐบอกอีก ที่สำคัญคือ ผู้นำมาเลย์ให้ความสำคัญกับดีลนี้มาก ถึงกับพัฒนา Digital Free Trade Zone (DFTZ) มารองรับนวัตกรรมทางธุรกิจครั้งนี้เลย เอาแค่สามอย่างนี่ มาเลย์ก็ล้ำกว่าไทยเยอะแล้วล่ะ

ข่าว Bloomberg อีกชิ้น (https://bloom.bg/2ng3LRw) ก็ระบุเช่นกันว่า “companies are increasingly looking elsewhere in the region.” “นักลงทุนพากันหาลู่ทางทำธุรกิจในประเทศอื่นในภูมิภาค นอกจากไทย” ทำไม? เพราะสิบปีมานี้ ศก.ไทยเติบโตแค่ 3% ต่ำสุดในภูมิภาค ทั้ง ๆ ที่เอเชียได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางศก.เร็วสุด เราอ่อนแอกว่าเขาทุกด้าน รวมทั้งด้าน logistics เรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอะไรไปอวดเขาได้บ้าง รถไฟไทยอายุร้อยกว่าปี ซึ่งยังคงใช้รางและรถที่เก่าพอ ๆ กับประเทศแถว CLMV น่ะหรือ? ขรรมนะ....สมคิด อย่ามัวแต่โทษคนอื่นเลย

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490766620


Pipob Udomittipong

ooo


อีกข่าวที่เกี่ยวข้อง...


อาลีบาบาอาจจะลงทุนตั้งศูนย์ทั้งในมาเลเซียและไทยก็ได้

ต้องรอดู...


29มีค.60-หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3248 ระหว่างวันที่ 30 มี.ค.-1 เม.ย.2560 สื่อในเครือสปริง กรุ๊ปรายงานว่า ยืนยันอาลีบาบาลงทุนสร้างอี-คอมเมิร์ซพาร์กในไทย ล็อกเป้าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ 450 ไร่ ใน 2 เฟส สรุปสิทธิประโยชน์ภาษี-ขั้นตอนทางศุลกากรภายในสิ้นเดือนนี้

นโยบายสร้างไทยให้เป็นศูนย์กลางอี-คอมเมิร์ซ ในอาเซียนและซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)กำลังจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แม้ว่าทางอาลีบาบาจะจับมือกับรัฐบาลมาเลเซียสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ไปแล้วก็ตาม โดยจะเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในวันที่ 5 เมษายนนี้

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า อาลีบาบา กรุ๊ป ได้ติดต่อเข้ามาดูพื้นที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อลงทุนจัดตั้ง ศูนย์การค้าทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบโลจิสติกส์ของภูมิภาค หรือ E-Commerce Park แล้ว 2-3 รอบ

ทอท.มีที่ดินแปลงที่ 37 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ บริเวณทางทิศตะวันออกของสนามบินว่างอยู่ 1 แปลง ทางกลุ่มอาลีบาบาให้ความสนใจที่จะเข้ามาเช่าพื้นที่ในเบื้องต้นประมาณ 150 ไร่ เพื่อลงทุนในโครงการนี้ โดยจากการหารือกัน มีความเป็นไปได้ 80-90% ที่ทางอาลีบาบาจะเช่าพื้นที่จาก ทอท. ไปลงทุนศูนย์กลางการค้าอี-คอมเมิร์ซในไทย

เงื่อนไขปลีกย่อยในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ทางอาลีบาบาจะต้องเจรจากับทางรัฐบาลไทย เนื่องจากทางกลุ่มอาลีบาบาต้องการตั้งเป็นเขตปลอดภาษี (Free Trade Zone) และคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อบรรจุหีบห่อและขนส่งสินค้าออกไปผ่านทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟ

แหล่งข่าวจากการนิคมอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กลุ่มอาลีบาบายังส่งผู้บริหารมาดูพื้นที่อื่นๆ อีก 3-4 แห่ง อาทิ พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง อ.ศรีราชา และพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ชลบุรี พื้นที่ทั้ง 3 แห่ง แม้จะอยู่ในพื้นที่อีอีซี แต่ถือว่าไกลจากสนามบินทำให้การขนส่งสินค้าอาจไม่สะดวกและใช้เวลาในการเดินทางขนส่ง ประกอบกับทางอาลีบาบาแจ้งว่า การส่งสินค้าส่วนใหญ่จะใช้รถขนส่งขนาดเล็กมากกว่า เพราะคล่องตัวและรวดเร็วกว่าในการ กระจายสินค้าออกไปยังกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

การลงทุนครั้งนี้ ทางกลุ่มอาลีบาบาจะให้บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทยฯ ที่ทางกลุ่มอาลีบาบาได้เข้ามาซื้อกิจการไปก่อนหน้านี้เป็นผู้ลงทุน ซึ่งขณะนี้ทางลาซาด้าอยู่ระหว่างการเสนอเรื่องให้บอร์ดอนุมัติแผนลงทุน โดยเฟสแรก ใช้พื้นที่ 150 ไร่ ส่วนเฟสที่ 2 จะใช้พื้นที่อีกประมาณ 300 ไร่ นางสมศรี ดวงประทีป กรรมการบริหาร บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด ยอมรับผู้บริหารอาลีบาบาเดินทางเข้ามาดูพื้นที่ก่อนหน้านี้

ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ยืนยันว่า ทางกลุ่มบริษัท อาลีบาบาฯ เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ
รายใหญ่ของจีน ที่มีบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด เป็นบริษัทลูกในไทย จะยังเข้ามาลงทุนโครงการอี-คอมเมิร์ซ พาร์ก ในไทยอย่างแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเกี่ยวกับขั้นตอนด้านศุลกากร เพื่อทำให้เป็นเขตปลอดภาษี โดยมีเป้าหมายขยายตลาดให้ครอบคลุมไปยังซีแอลเอ็มวี

ขณะที่นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ บอร์ดอีอีซี กล่าวว่า ได้รับการยืนยันว่าคณะผู้บริหารจากอาลีบาบาและลาซาด้าจะมาพบ รมว.อุตสาหกรรมเพื่อยื่นข้อเสนอในการลงทุน อาทิ การอำนวยความสะดวกเรื่องขั้นตอนกฎหมายศุลกากรที่ช่วยส่งเสริมการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยมีความชัดเจนว่าจะเข้าลงทุนพื้นที่ใดจะได้ข้อสรุปในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ก่อนเสนอให้บอร์ดอีอีซี และ ครม.เห็นชอบต่อไป

อ่านต่อได้ที่...

‘อาลีบาบา’ ยึด! สุวรรณภูมิ

ฐานเศรษฐกิจ
29 March 2017

วันพุธ, มีนาคม 29, 2560

คลิปนปช.หลังเยี่ยมหมู่มิตรที่ถูกคุมขังในคดีพัทยา 13คน ซึ่งอยู่ในระหว่างรอการประกันตัวในชั้นฏีกา




https://www.facebook.com/Jatuporn.UDD/videos/1104649112980515/


.....

13 รายชื่อผู้ต้องหาในคดี

นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
นายนิสิต สินธุไพร
นายพายัพ ปั้นเกตุ
นายวรชัย เหมะ
นายวันชนะ เกิดดี
นายพิเชฐ สุขจินดาทอง
นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์
พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์
นายนพพร นามเชียงใต้
นายสำเริง ประจำเรือ
นายสมยศ พรหมมา
นพ.วัลลภ ยังตรง และ
นายสิงทอง บัวชุ

"อนุสรณ์ ธรรมใจ" แนะทบทวนบรรษัทน้ำมัน ถ้าไม่อยากซ้ำรอยเวเนซูเอลา-เม็กซิโก





อนุสรณ์ แนะทบทวนบรรษัทน้ำมัน ถ้าไม่อยากซ้ำรอยเวเนซูเอลา-เม็กซิโก


by วชิราภรณ์ นาสวน
29 มีนาคม 2560 
Voice TV


ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เตือนให้พิจารณาแนวคิดการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติโดยให้รัฐเข้าไปจัดการกิจการพลังงานทั้งหมดอย่างรอบคอบแนวคิดดังกล่าวเป็นการถอยหลังของนโยบายสาธารณะด้านการจัดการพลังงานของประเทศไทยอย่างน้อย 50-60 ปี และขอให้ดูตัวอย่างความหายนะทางเศรษฐกิจและกิจการพลังงานของประเทศเวเนซูเอลาและประเทศเม็กซิโก

ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการและ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ขออนุญาตแนะนำและเตือนให้พิจารณาแนวคิดการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติในมาตรา 10/1 ในร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับใหม่อย่างรอบคอบเนื่องจากแนวคิดจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติโดยให้รัฐเข้าไปจัดการกิจการพลังงานทั้งหมดนั้น เป็นแนวคิดสะท้อนการถอยหลังของนโยบายสาธารณะด้านการจัดการพลังงานของประเทศไทยอย่างน้อย 50-60 ปี แนวคิดแบบนี้ประสบความล้มเหลวในหลายประเทศ เพราะก่อให้เกิดการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐจะเป็นการดำเนินกิจการพลังงานที่ผูกขาดโดยรัฐ (ขอให้นึกถึงกิจการปั๊มสามทหาร กับ ปั๊มของ ปตท. และบางจากต่างกันอย่างไร ขอให้นึกถึงโรงกลั่นน้ำมันของหน่วยงานพลังงานทหาร กับโรงกลั่นของไทยออย ไออาร์พีซีและบางจากบริหารจัดการต่างกันอย่างไร)

การกำกับดูแลโดยรัฐบาลผ่านทางคณะกรรมการบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ซึ่งในช่วงแรกจะมีกรมพลังงานทหารเป็นผู้ดำเนินการ ปัจจุบันโครงสร้างระบบการกำกับดูแลโดยองค์กรอิสระนั้นถูกวางระบบไว้ดีระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจุดอ่อนจุดด้อยที่ยังมีอยู่นั้นเป็นปัญหาในรายละเอียดไม่ใช่ทิศทางหรือหลักการใหญ่ระบบที่ผูกขาดโดยอำนาจรัฐที่มาแทนที่ระบบการแข่งขันด้วยการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนและการเปิดเสรีจะนำมาสู่ ความไร้ประสิทธิภาพ การคอร์รัปชันและหนี้สาธารณะของประเทศในอนาคต

ในฐานะ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะกระทรวงการคลัง ขอเรียนว่า หากมีการจัดตั้ง บรรษัทพลังงานแห่งชาติ ตามร่างที่จะนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงทางการคลังในอนาคตอย่างแน่นอน ขอให้ดูกรณีของประเทศเวเนซูเอลาที่ประสบความล้มละลาย เกิดวิกฤติทางการคลัง จนต้องยอมทำสัญญาขายน้ำมันดิบล่วงหน้ากับจีนเพื่อแลกเงินกู้มาจ่ายเงินเดือนราชการและบริหารประเทศ ทั้งที่ประเทศเวเนซูเอลาเคยเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันและมีฐานะทางการ คลังที่มั่นคงมาก่อน

หากจะยกตัวอย่างกรณีบรรษัทพลังงานแห่งชาติแบบเปโตรนาสของมาเลเซียว่าประสบความสำเร็จก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเพราะ เปโตรนาส เป็นทั้งผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) และ เป็นผู้ทำธุรกิจ (Operator)ด้วยในขณะเดียวกันจึงทำให้มีกำไรสูงแต่ระบบนี้ดีที่สุดกับประชาชนมาเลเซียหรือไม่ยังมีข้อสงสัยและ การไม่แยกระหว่าง การเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) กับ ผู้ทำธุรกิจ (Operator) ยังขัดกับหลักธรรมาธิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจสอบถ่วงดุลอีกด้วย แต่สิ่งที่เราเห็น ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันของกลุ่มผู้นำทางการเมืองที่ควบคุมดูแลบรรษัทพลังงานแห่งชาตินอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบันก็มีข้อครหาพัวพันกับกองทุน 1-MDB ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตและยังมีกรณีพัวพันกับการทุจริตให้สินบนของบริษัท Unaoil อีกด้วย และไม่มีใครไปกล้าตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้

ขณะที่ บมจ. ปตท. ถูกตรวจสอบทั้งจาก สตง. ในฐานะรัฐวิสาหกิจ และ กลต. รวมทั้งผู้ถือหุ้น นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าแม้นไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม และขอให้ดูตัวอย่างความหายนะทางเศรษฐกิจและกิจการพลังงานของประเทศเม็กซิโกก่อนหน้านี้ด้วย ในที่สุดก็ยกเลิกระบบผูกขาดโดยรัฐ มาเป็นระบบเสรีเปิดให้มีการแข่งขันของภาคเอกชนผู้รับสัมปทาน หรือแบ่งปันผลผลิต

'บรรษัทน้ำมัน' ปวดกบาล... จับตา สนช.นัดลงมติ วาระ 2 และ 3 พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่ “หม่อมอุ๋ย” ชี้ว่าสอดไส้คืนชีพกิจการน้ำมัน “สามทหาร” ด้านกลุ่ม คปพ. ขู่ชุมนุมค้าน ด้วยเหตุผลเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ แต่หนุนบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ





จับตา สนช.นัดลงมติ วาระ 2 และ 3 พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่ “หม่อมอุ๋ย” ชี้ว่าสอดไส้คืนชีพกิจการน้ำมัน “สามทหาร” ด้านกลุ่ม คปพ. ขู่ชุมนุมค้าน ด้วยเหตุผลเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ แต่หนุนบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ


Mar 29, 2017
ที่มา คมข่าว

วันที่ 30 มีนาคมนี้ จับตาไปที่การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่จะพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในวาระ 2 และ 3 หลังจากที่ถูก หม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี คัดค้านอย่างหนัก โดยระบุเป็นการสอดไส้แก้ไขเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และมีกลุ่มอิทธิพลซึ่งเป็นทหารอยู่เบื้องหลัง หากที่ประชุม สนช. มีมติอนุมัติก็จะสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ทันที หมายความว่ากลุ่มบุคคลที่ต้องการให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ สามารถเริ่มผลักดันด้วยการเริ่มเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งจะมีผลเสียต่อความเจริญของประเทศ ไม่อยากให้ถอยหลังกลับไปเหมือน 50 ปี ก่อน จึงเสนอ สนช.ให้ ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไป เพราะหากลงมติไม่รับร่างดังกล่าว ก็จะไม่มีกฎหมายรองรับการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่

ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธว่า ไม่เคยมีแนวคิดที่จะให้ทหารเข้ามาดูแล เนื่องจาก ยังไม่พร้อม และยังไม่มีความจำเป็น เพราะมีบริษัทของเดิมซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่จำนวนมาก จึงให้เป็นหน้าที่ของ สนช.พิจารณา ส่วนเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นการผลักดันของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย หรือ คปพ. ที่กดดันว่า หากไม่มีบรรษัทน้ำมัน ก็จะมาล้อมรัฐสภา ล้อมทำเนียบรัฐบาล

พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ โฆษกกรรมาธิการการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวถึงข้อสังเกตว่าผู้พิจารณากฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่เป็นทหาร อาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติในอนาคต โดย พลเอกอกนิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มีใครมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้

ล่าสุด กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย หรือ คปพ. นำโดย นางรสนา โตสิตระกูล นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในวันพรุ่งนี้

คปพ. ระบุว่า เนื้อหายังไม่ตอบโจทย์ตามที่ประชาชนเรียกร้อง ถึงแม้จะมีบรรษัทมาจัดการเชื้อเพลิงธรรมชาติจริง แต่ไม่ได้กำหนดให้จัดตั้งทันที เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องให้บริษัทรายเดิมได้ต่อสัมปทานรอบใหม่ สุดท้ายจะเกิดช่องว่างการใช้ดุลยพินิจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดิม

ขณะที่นายธีระชัย ตอบโต้การคัดค้าน บรรษัทพลังงานแห่งชาติของ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ต้องการให้เชื้อเพลิงธรรมชาติมาตกอยู่ในมือของรัฐ เพราะการให้รัฐจัดการ จะทำให้รัฐและประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง จึงไม่อยากให้กังวลว่าทหารจะเข้ามาจัดการ

ทั้งนี้ คปพ. ยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ในบรรษัทพลังงานแห่งชาติ และในวันพรุ่งนี้ เวลา 08.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ต่อประธาน สนช. และจะยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ยุติร่างดังกล่าว แต่หาก สนช. ยังผ่านร่างกฎหมาย และไม่ได้รับคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรี ก็จะปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าสำนักงาน กพร.จนกว่าจะยกเลิกกฎหมาย

ooo

ใบตองแห้ง ON AIR 29-3-2017



https://www.youtube.com/watch?v=ouRRdq-m3L0

SHTV

Published on Mar 29, 2017

...

FULL EP. 'บรรษัทน้ำมัน' ปวดกบาลแทนลุงตู่

รายการ ใบตองแห้ง Onair ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2560



Voice TV

“หม่อมอุ๋ย” โผล่มาเรียกร้อง สนช.ตัดมาตรา 10/1 ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ให้มี “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” โดยระบุว่าเป็นการยัดไส้ นายกฯ ลุงตู่บอกที่จริงก็เห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ คปพ.กดดัน ขู่ล้อมรัฐสภาล้อมทำเนียบรัฐบาล เอ๊ะ มันยังไง

ไปๆ มาๆ ชาวบ้านสิงง รัฐบาลนี้มีม็อบกดดันได้ด้วยหรือ ฝ่ายหม่อมอุ๋ยก็ไม่เอาบรรษัทน้ำมัน ฝ่าย คปพ.ที่ไทยโพสต์เรียก “ก๊วนรสนา” ก็ฮึ่มๆ ยังไม่พอใจ คนกันเองทั้งนั้น ฟังแล้วปวดกบาล ให้กำลังใจลุงตู่แต่ขอให้ทำตามหลักการ ถ้าไม่พร้อม ทำไมไม่ร่างทีหลัง

...

"นโยบายพลังงานรัฐบาลนี้ เอาไงเเน่"


https://www.facebook.com/DailyDoseTH/videos/1673155172700244/

.....

.....



แม้หม่อมอุ๋ย จะไม่เปิดชื่ออดีตนายทหารที่มาล็อบบี้ ก็รู้กันทั้งสภาฯว่าเป็นใคร?

เริ่มจาก พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้ชื่อว่า "กูรูปิโตรเลียม"

ที่น่าสนใจรองประธานคณะกรรมาธิการฯ 4 คนคือ พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ รองประธานกรรมาธิการ คนที่ 2 ,พลโท อำพน ชูประทุม รองประธานกรรมาธิการ คนที่ 3 , พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร รองประธานกรรมาธิการ คนที่ 4 และ พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ รองประธานกรรมาธิการ คนที่ 5

ทั้งหมดล้วนเป็นเพื่อน “เตรียมทหารรุ่นที่ 12” (ตท.12) ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ถ้านับ พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกรรมาธิการพลังงานด้วย ก็รวมเป็น 6 คนที่เป็น “เพื่อนลุงตู่”

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า อดีตนายทหาร 6 คน ยังเข้านายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง เพื่ออธิบายถึงความจำเป็นในการตั้ง "บรรษัทน้่ำมันแห่งชาติ"

ก่อนจะบรรจุในร่างกฎหมาย มาตรา 10/1 ใช้คำว่า “ให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันเมื่อมีความพร้อม”

ที่มา 

คมชัดลึก


ธนาคารโลกเปิดรายงานวิเคราะห์ไทย แนะ 3 แนวทาง นำเศรษฐกิจไทย “กลับสู่เส้นทาง” เติบโตอีกครั้ง – ชี้ “ทำสิ่งที่ควรทำ” สำคัญกว่า “ใครเป็นคนทำ”



ภาพจาก Voice TV21
...

ธนาคารโลกแนะ 3 แนวทาง นำเศรษฐกิจไทย “กลับสู่เส้นทาง” เติบโตอีกครั้ง – ชี้ “ทำสิ่งที่ควรทำ” สำคัญกว่า “ใครเป็นคนทำ”






13 มีนาคม 2017
ที่มา Thai Publica

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560 ธนาคารโลกเปิดตัวรายงานวิเคราะห์การพัฒนาประเทศไทยอย่างเป็นระบบ “กลับสู่เส้นทาง: ฟื้นฟูการเติบโตและประกันความมั่งคั่งสำหรับทุกคน” โดย ดร.อูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงความสำคัญของรายงานว่าแม้ว่าประเทศไทยจะเติบโตและประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ปัจจุบันการเติบโตได้ชะลอตัวลง ขณะที่อีกด้านหนึ่งประเทศไทยยังมีประชาชนที่ยังยากจนอยู่ แม้จะไม่มากแต่ยังมีอยู่และเป็นคนส่วนใหญ่ของในประชาชนในชนบท ความไม่เท่าเทียมดังกล่าวนี้ ประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สร้างความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมโดยรวม

ธนาคารโลกเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องหาคำตอบว่าต้นตอปัญหาคืออะไร โดยมองผ่านมุมมองทางเศรษฐกิจด้วยเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจให้ประโยชน์กับทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม สุดท้ายจะนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและสังคม และในท้ายที่สุดจะเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในที่สุด

“รายงานฉบับนี้ เราพยายามหาคำตอบว่าอะไรคือโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย โดยเน้นไปที่การนิยามจัดลำดับความสำคัญนโยบายที่ควรทำ เพื่อลดความยากจน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของธนาคารโลก เพื่อให้ประเทศเติบโตเร็วขึ้น และมีความยั่งยืน เราเชื่ออย่างยิ่งว่าประเทศไทยมีโอกาสและศักยภาพที่จะทำสิ่งนี้ เพื่อเติบโตมากกว่าที่เคยเป็นมา เพื่อเติบโตโดยที่คนยากจนหรือมีความเสี่ยงสามารถได้รับประโยชน์ไปด้วย และเรามองไปข้างหน้าที่จะพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ในรายงานนี้ต่อไป และหวังว่าจะเป็นการพูดคุยในระยะยาวต่อไปข้างหน้า” ดร.อูลริคกล่าว

ชี้ไทยเสียความสามารถทางการแข่งขัน


ด้าน ดร.ลาร์ส ซอนเดอร์การ์ด หัวหน้ากลุ่มงานด้านความยากจนและการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้เขียนหลักของรายงาน กล่าวถึงรายงานว่า แม้ว่าประเทศไทยจะเติบโตอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รวมไปถึงความยากจนที่ลดลงค่อนข้างมาก

ปัจจุบันประเทศไทยยังมีคนยากจนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือคนที่มีการบริโภคต่ำกว่า 6.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ถึง 7.1 ล้านคนและมีคนที่แม้จะหลุดพ้นจากเส้นความยากจนแล้วแต่ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมายากจนอีกถึง 6.7 ล้านคน ขณะที่การเติบโตที่เคยสูงถึงปีละ 7% โดยเฉลี่ยในช่วงก่อนวิกฤติก็ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทั่วโลกจะประสบปัญหาการชะลอตัวลงเช่นกัน แต่ประเทศไทยถือว่าชะลอตัวลงอย่างมาก และสะท้อนสัญญาว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหา และจากการประมาณการณ์ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยต้องการเวลาถึง 20 ปี เพื่อยกระดับเป็นประเทศรายได้สูง

“ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เราคิดว่าจุดสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดคือ ประเทศไทยได้สูญเสียความสามารถการแข่งขันไป หากกลับไปดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วข้อมูลจาก World Economic Forums หรือ WEF จะเห็นว่าบนตัวชี้วัด 12 เรื่อง ประเทศไทยถือว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งและแข็งแกร่งในทุกด้านและโดดเด่น แต่มาปัจจุบัน จะเห็นว่าไม่ใช่ประเทศไทยถดถอยไป แต่กลับเป็นว่าประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่แข่งได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายกว่าประเทศไทย พวกเขายกระดับตัวเองขึ้นมา” ดร.ลาร์สกล่าว



ดร.อูลริค ซาเกา (ซ้าย) และดร.ลาร์ส ซอนเดอร์การ์ด (ขวา)


4 ความเสี่ยงที่เคยเป็นโอกาส

ดร.ลาร์สกล่าวต่อไปว่า นอกจากความสามารถในการแข่งขันแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะฉุดการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ได้แก่ 1) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมไปถึงสินค้าเกษตรที่ตกต่ำและส่งผลต่อเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับสูงและเป็นเครื่องมือลดความยากจนในช่วงประมาณปี 2543-2553 ซึ่งดัชนีราคาเติบโตถึง 70%

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยปีละ 4.3% ความยากจนของไทยได้ลดลงประมาณ 2.4% ต่อปี ซึ่งหากหักผลทางด้านราคา ความยากจนจะลดลงเฉลี่ยเหลือเพียง 1.9% ต่อปีเท่านั้น

2) สังคมผู้อายุ ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก หรือมีประมาณ 11 ล้านคน โดยมีความท้าทายด้านแรก คือ กำลังแรงงานที่หายไปดังกล่าวจะชดเชยอย่างไร และด้านที่สอง คือ จะดูแลกลุ่มคนสูงวัยเหล่านี้อย่างไร

3) การเมืองที่ขาดเสถียรภาพและความตึงเครียดทางสังคม สร้างความไม่แน่นอนให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจและนักลงทุนไม่ต้องการ โดยจากการสำรวจของ WEF พบว่า ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลถือเป็นปัจจัยที่เป็นห่วงมากที่สุด 4 ปีติดต่อกัน ดังนั้น การเมืองที่อาจจะไม่แน่นอนยังสามารถเป็นความเสี่ยงในระยะต่อไปของประเทศไทยได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำต่อเนื่อง

4) ความแตกต่างและไม่เท่าเทียมของภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงเศรษฐกิจและโอกาส เช่น โอกาสในการศึกษา ซึ่งความตึงเครียดในสังคม

3 หนทางรอด “สร้างงาน-ลดความยากจน-ยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม”

ดร.ลาร์สกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยยังคงมีทางออกสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 3 แนวทาง (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

1) การสร้างงานที่ดีเพิ่มขึ้น ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มการแข่งขันอย่างเสรี และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท

2) การให้การสนับสนุนให้ ตรงเป้าหมายกลุ่มครัวเรือนจนสุดร้อยละ 40% เพิ่มมากขึ้น โดยการพัฒนาการศึกษาและทักษะของแรงงาน การดำเนินการนโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตรซึ่งเป็นภาคที่จ้างงานกลุ่มครัวเรือนจนสุด 40% ไว้เกือบครึ่ง และการจัดให้มีความคุ้มครองทางสังคมที่ฉลาดขึ้น มุ่งเน้นการให้ความคุ้มครองแก่คนยากจน ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดในสังคมได้

3) การส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิผลมากขึ้น การลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทดแทน

นอกจากนี้ การดำเนินการตามเส้นทางที่กล่าวถึงข้างต้นจำเป็นต้องมีองค์กรภาครัฐที่เข้มแข็ง เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศไทย จะต้องมั่นใจว่ามีองค์กรภาครัฐ (และบุคลากร) เพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้มีการสร้างงานที่ดีเพิ่มขึ้น โดยองค์กรภาครัฐต้องแข็งแกร่งและสามารถนำเสนอแผนงานใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย จัดการสนับสนุนให้ตรงเป้ากลุ่มครัวเรือนจนสุด 40% และดำเนินนโยบายและแผนงานเพื่อการเติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม








“ทำสิ่งที่ควรทำ” สำคัญกว่า “ใครเป็นคนทำ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลไทยกำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งจะผูกมัดการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต จะส่งผลต่อการพัฒนาระยะยาวหรือไม่ ดร.อูลริคกล่าวว่าควรจะแยกประเด็นดังกล่าวเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ อะไรคือสิ่งที่ “ควรทำ” ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของรายงานนี้ ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งคือการนำสิ่งที่ควรทำไปปฏิบัติจริง สำหรับประเด็นหลัง ธนาคารโลกไม่ได้ให้ความสำคัญหรือมีมุมมองต่อรูปแบบรัฐบาลที่นำแผนงานต่างๆ ไปปฏิบัติจริง ธนาคารโลกทำงานร่วมกับรัฐบาลของทุกประเทศในโลกโดยไม่สนใจรูปแบบของรัฐบาล เพราะธนาคารโลกเชื่อว่ารัฐบาลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ สามารถทำงานได้ดีด้วยประชาชนภายในประเทศ ซึ่งมีตัวอย่างหลายครั้งที่ประเทศประชาธิปไตยบางประเทศที่สามารถทำได้ดีและบางประเทศทำได้ไม่ดี เช่นเดียวกัน มีหลายครั้งที่รัฐบาลเผด็จการบางแห่งสามารถทำได้ดีและบางแห่งทำได้ไม่ดี

“ตอนนี้มีงานวิจัยที่กำลังทำอยู่พบว่าจริงๆ แล้วรูปแบบของรัฐบาลและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไม่ได้เกี่ยวกับข้องกันโดยตรง ตรงนี้ทำให้เราให้ความเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศที่จะเลือกรูปแบบและปกครองตนเอง เราเชื่อว่ารัฐบาลไทย รวมไปถึงรัฐบาลในอนาคตจะสามารถปกครองตัวเองและสามารถผลักดันให้การปฏิรูปเกิดขึ้นในความเป็นจริงได้ ซึ่งมีหลากหลายแนวทาง หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสังคมไทยและรัฐบาล ธนาคารโลกเพียงให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่ทำงานกับนานาชาติ” ดร.อูลริคกล่าว

ดร.อูลริคกล่าวต่อไปว่า จากที่เห็นในปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยได้เริ่มต้นจัดทำแผนงาน รวมถึงนำไปปฏิบัติจริงในหลายๆ เรื่อง โดยแต่ละเรื่องอาจจะใช้เวลาการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เรื่องการลดกฎเกณฑ์ให้ทำธุรกิจง่ายขึ้น สามารถทำได้รวดเร็วกว่าการปฏิรูปศึกษา ซึ่งต้องใช้เวลาหลาย 10 ปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์ หรือมาตรการภาษี ซึ่งเริ่มทำไปแล้ว แต่ยังต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

“ปัจจุบันประเทศไทยเป้าหมายที่จะเติบโตให้มากกว่าตัวเลขที่ธนาคารโลกประมาณการณ์ ซึ่งก็เพิ่มขึ้นมาในระยะหลังและหวังว่าจะยังเพิ่มขึ้นต่อไป ซึ่งประเด็นต่างๆ ที่เสนอวันนี้คือสิ่งที่จะช่วยประเทศไทยต้องการ เพื่อจะไปให้ถึงได้ ซึ่งเราเชื่อว่าประเทศยังมีโอกาสที่จะทำได้และเชื่อว่าประเทศไทยจะทำ ถามว่ารับประกันหรือไม่ถ้าทำแล้วจะเพิ่มขึ้นจริง คงไม่ แต่ถ้าทำตาม นั่นหมายความว่าจะมีการพัฒนาระบบการศึกษาในทางที่จะเพิ่มทักษะของประชาชน ถ้ามีการพัฒนาภาคบริการที่เปิดมากขึ้น มีการลงทุนในระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี ในท้ายที่สุดก็จะมีงานมากขึ้น เพราะว่ามีคนที่มีทักษะมากขึ้นที่จะเข้ามารับงานส่วนนั้นไปทำ ภาพอีก 20 ปีข้างหน้าก็อาจจะเปลี่ยนไป อาจจะมีคนในภาคเกษตรลดลง เนื่องจากมีทักษะที่ดีขึ้นและทำงานที่ต้องการทักษะสูงได้ ขณะที่คนที่ยังอยู่ก็จะมีผลิตภาพมากขึ้นด้วย” ดร.อูลริคสรุป

รายงานฉบับเต็ม

สนช. เกือบวงแตก เจอ "ปึ้ง"ลองของ สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยนายกฯปู ต้องไปแถลงปิดสำนวนปมถูกถอดถอน เพราะไปออกpassport ให้อดีตนายกฯทักษิณ แถลงไป แถลงไป ท่านสมาชิกก็บางตาเหลือเกิน ขอประธานนับองค์ประชุม




คลิปมาแล้ว!!!

นาที "เสี่ยปึ้ง" เสนอนับองค์ประชุม สนช. หลังแถลงปิดคดีปมออกพาสปอร์ตให้ทักษิณ แต่สมาชิกโหรงเหรง

ย้ำเป็นส่วนสำคัญอาจขัดรัฐธรรมนูญได้ จึงขอให้ประธานวินิจฉัย

ถ้าภาษาไทบ้าน ต้องบอกว่า "แสบ" มาก

https://www.facebook.com/tana.wongpan/posts/10209086896636632?pnref=story

...

สนช. เกือบวงแตก เจอ "ปึ้ง"ลองของ

รายงานจากสนามข่าววันนี้ว่า คุณสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล หรือ เสี่ยปึ้ง อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยนายกฯปู ต้องไปแถลงปิดสำนวนปมถูกถอดถอน เพราะไปออกpassport ให้อดีตนายกฯทักษิณ

แถลงไป แถลงไป ท่านสมาชิกก็บางตาเหลือเกิน อย่ากระนั้นเลย จึงเสนอพรวดขึ้นมา ขอให้ประธานนับองค์ประชุมหน่อยว่า ทำไมน้อยกันเยี่ยงนี้

เดือดร้อนสนช.สายเขาตั้งมา ต้องลุกขึ้นโต้จ้าละหวั่น ว่า ปึ้ง ไม่มีสิทธิเสนอขอนับองค์ประชุม (คิดว่าตัวแกเองก็รู้) สร้างบรรยากาศ สภาคึกคักขึ้นมาเชียว ท่านสนช.คงไม่ชินเกม นักเลือกตั้ง ก็แหม เขาอยู่กันมาดีๆ ครบๆ ทุกที เสี่ยปึ้งมาทีเดียว ป่วนไปเป็นชม.

มีรายงานเพิ่มเติมว่า : หลังจากซัดกันไปมา 1 ชม. ก็มีสมาชิกเข้าห้องครบองค์ประชุม

ที่มา FB


29 มี.ค. 60
ที่มา TNN

ปึ้งทำป่วน!ขอสนช.สอบองค์ประชุมระหว่างแถลงปิดคดีถอดถอน กรณีออกหนังสือเดินให้ทักษิณโดยมิชอบ-สมาชิกรุมประท้วงคนนอกไม่มีสิทธิ์ขอสอบองค์ประชุม

วันนี้(29มี.ค.60)การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.)ออกจากตำแหน่ง กรณีออกหนังสือเดินทางชนิดธรรมดาให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ โดยในวันนี้เป็นขั้นตอนการแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาระหว่างคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย

นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา ยืนยันว่านายสุรพงษ์ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวง จากการยกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทางของนายทักษิณ และการจะออกหนังสือเดินทางให้บุคคลใดนั้น จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงอย่างเคร่งครัด และต้องตรวจสอบว่าบุคคลนั้น อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ แต่นายสุรพงษ์ กลับออกหนังสือเดินทางให้ นายทักษิณใหม่แล้วเสร็จภายในวันเดียว ทั้ง ๆ ที่นายทักษิณ ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 2551 และถูกดำเนินคดีอีกหลายคดี จึงแสดงให้เห็นว่า เป็นการเร่งรัดดำเนินการ ถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่

จากนั้นนายสุรพงษ์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ได้แถลงปิดสำนวนคดีโดยยืนยันว่า บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา จากป.ป.ช. เป็นเอกสารเท็จ เพราะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาตน มีจำนวน 6 คน แต่ในบันทึกข้อกล่าวหา กลับมีกรรมการร่วมลงชื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 3 คน

นอกจากนั้นในระหว่างการแถลงปิดสำนวน นายสุรพงษ์ ได้ขอให้นายสุรชัย ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้น ตรวจสอบองค์ประชุม เนื่องจากเห็นว่าสมาชิก สนช. อยู่ในห้องประชุมไม่น่าจะถึง 50 คน ซึ่งอาจขัดต่อข้อบังคับการประชุมของ สนช. จนอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วย

นายสุรชัย จึงได้กดสัญญาณเรียกสมาชิกมาแสดงตน จึงทำให้สมาชิกหลายคนอาทิ นายสมชาย แสวงการ ,นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ท้วงติงว่าไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามที่นายสุรพงษ์ร้องขอเพราะนายสุรพงษ์ ไม่ได้เป็นสนช. อีกทั้งยังมีสมาชิกบางส่วนติดประชุมอื่นๆ จึงไม่ได้ร่วมการประชุมครั้งนี้ ทำให้การแถลงปิดคดีของนายสุรพงษ์ต้องชะงักลง และนายสุรชัย ได้เชิญตัว นายสุรพงษ์ ออกจากห้องประชุมเป็นการชั่วคราว เพื่อหารือร่วมกับสมาชิกเป็นการภายใน

ทั้งนี้นายสุรชัย ได้ขออภัยกับสมาชิกภายในห้องประชุม ที่อาจไม่ถูกใจสมาชิกพร้อมชี้แจงการทำหน้าที่ของตนว่า ได้คำนึงถึงเกียรติ และศักดิ์ศรีของสนช. เพราะเป็นการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาก่อนที่ สนช. จะตัดสินใจลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ในวันพรุ่งนี้ จนทำให้ที่ประชุมต้องลงมติ เพื่อหาข้อยุติว่าบุคคลภายนอก สามารถร้องขอให้ประธานในที่ประชุม ตรวจสอบองค์ประชุมได้หรือไม่

ซึ่งที่สุดแล้วที่ประชุมลงมติเอกฉันท์ด้วยคะแนน 149 เสียงเห็นด้วย ไม่ให้ผู้ที่ไม่เป็นสมาชิก สนช. มีสิทธิขอให้ตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะเชิญตัวนายสุรพงษ์ เข้ามายังห้องประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการต่อไป




ooo