วันจันทร์, มกราคม 23, 2560

เรื่องราวจากห้องพิจารณาคดี "ไผ่ ดาวดิน" + รู้จัก 'ไผ่ ดาวดิน' นักสิทธิชุมชนของชาวอีสาน





เรื่องราวจากห้องพิจารณาคดี "ไผ่ ดาวดิน"

Sat, 2017-01-21 21:18
ที่มา ประชาไท

กฤษฎางค์ นุตจรัส
21 มกราคม 2560

เมื่อวานนี้ (20 มค. 60) ผมกับเพื่อนทนายความไปที่ศาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อว่าความให้กับ "ไผ่ ดาวดิน"

ไผ่ถูกกล่าวหาจากทหารว่า เขากระทำผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา กรณีนำบทความของบีบีซีไทยไปแสดงในเฟสบุ๊คของตัวเอง

เมื่อวานเป็นวันที่ศาลนัดไต่สวนคำร้องของตำรวจที่ขอขังไผ่ไว้ในคุกอีก 12 วัน หลังจากที่ขังมาแล้วตั้งแต่ 22 ธค. ปีที่แล้ว

เมื่อวานนี้มีประชาชนผู้สนใจเข้าฟังการพิจารณาคดีจนเต็มห้องพิจารณาคดีที่ 2 มีทั้งอาจารย์ นักศึกษา เพื่อนฝูง และญาติมิตรของไผ่จำนวนมาก

เมื่อถึงเวลาผู้พิพากษาสาวท่านหนึ่งได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมกับประกาศว่าจะพิจารณาคดีนี้แบบลับ ๆ ไม่เปิดเผย และจะห้ามมิให้คนอื่น ๆ เข้าฟังนอกจากไผ่ พ่อแม่ไผ่ และทนายความ

ทุกคนในห้องพิจารณา (นอกจากผู้พิพากษาสาวท่านนั้น) ต่างตกตะลึง งุนงง และไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ให้ประชาชนฟังการพิจารณาคดีนี้ (ว่ะ) หลังจากหายตกตะลึงแล้วผมและเพื่อนทนายความช่วยกันแถลงกับผู้พิพากษาท่านนั้นว่า วันนี้เป็นแค่การไต่สวนตำรวจว่าทำไมต้องขังไผ่ไว้อีก 12 วัน มีเหตุผลอย่างไร เพราะถ้าศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องขังไผ่ไว้ ไผ่ก็จะได้ออกมาเรียนหนังสือตามปรกติ

นอกจากผมแล้ว ไผ่กับพ่อของไผ่ต่างลุกขึ้นชี้แจงแถลงว่า เขายอมรับการพิจารณาคดีในอำนาจของศาลแต่ต้องพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนเท่านั้น

ไผ่ถามถึงเหตุผลว่า ทำไมศาลจึงต้องสั่งให้พิจารณาคดีลับ ไม่ยอมให้ประชาชนเพื่อนฝูงและญาติมิตรของเขาเข้าฟังด้วย มันขัดต่อหลักกฎหมายมิใช่หรือ

เท่าที่ผมได้ยินการตอบโต้ระหว่างไผ่กับผู้พิพากษาสาวท่านนั้น ผมเองรับว่าไม่ได้ยินเหตุผลอะไรจากผู้พิพากษานอกจากระบุว่า คดีนี้เป็นคดีความมั่นคง

สุดท้ายหลังจากไปปรึกษาหารือ (กับใครก็ไม่รู้) ท่านผู้พิพากษาได้กลับมาและแจ้งยืนยันว่า ท่านตกลงยืนยันให้การพิจารณาคดีนี้เป็นการพิจารณาคดีลับ ขอให้ประชาชนญาติมิตรเพื่อนฝูงของไผ่ออกไปจากห้องพิจารณา ให้เหลือแต่ไผ่ พ่อ และทนายความ

ผมจำได้ว่า ทันทีที่ผู้พิพากษาสั่งเสร็จ ผมสบตากับไผ่สาบานได้ว่าผมเห็นแววตาที่ยิ้มเย้ยหยัน ผมยอมรับว่าในเวลานั้นผมละอายใจต่อไผ่และอับอายความเป็นจริงที่ผมมีส่วนยืนอยู่ในห้องพิจารณาคดีนี้

ผมจำได้ว่า ไผ่ยืนขึ้นและกล่าวกับผู้พิพากษาอย่างที่ผมเห็นว่า ทรนงองอาจอย่างยิ่งที่สุด ไผ่พูดด้วยเสียงราบเรียบอย่างอารมณ์ดีชนิดที่เป็นนิสัยของเขาว่า เมื่อท่านไม่ให้คนอื่นฟังการพิจารณาคดีนี้เขาก็ไม่ประสงค์ให้ทนายของเขาอยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วย เขาเชิญให้ทนายออกไปเขาจะว่าความต่อสู้เองเพราะเขาไม่เคยได้รับสิทธิอะไรอยู่แล้ว จึงขอสละสิทธิที่จะมีทนายความในวันนี้ด้วย

ผมมองไผ่และผู้พิพากษาที่สบตากันอยู่ ในวินาทีนั้นผมเห็นชัดว่า ใครเป็นผู้ต้องหาใครเป็นผู้พิพากษากันแน่

คนอื่น ๆ และทนายความของไผ่เดินออกจากห้องพิจารณาคดี ก่อนออกจากห้อง ผมกอดไผ่และบอกขอโทษเขา และเราทิ้งไผ่กับพ่อให้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องด้วยตัวเองในห้องพิจารณาคดีที่ 2 ของศาลจังหวัดขอนแก่นตามลำพัง ผมไม่ทราบว่าหลังจากนั้นในห้องพิจารณาคดีเกิดอะไรขึ้น

น้องทนายที่ไปด้วย ถามผมว่าผมขอโทษไผ่ทำไม ตอบตรง ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าผมขอโทษไผ่ทำไม แต่ผมบอกน้องทนายที่ถามผมว่าพี่ขอโทษไผ่แทนกระบวนการยุติธรรมว่ะ

หลังการต่อสู้อย่างเดียวดายในห้องพิจารณาคดี

ไผ่ถูกสั่งขังต่อไปอีก 12 วัน


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook Krisadang-Pawadee Nutcharus

ooo

รู้จัก 'ไผ่ ดาวดิน' นักสิทธิชุมชนของชาวอีสาน




https://www.youtube.com/watch?v=c3WpTr3cKCQ

SHTV

Published on Jan 21, 2017
VoiceTV21 @Voice_TV

.....

รู้จัก 'ไผ่ ดาวดิน' นักสิทธิชุมชนของชาวอีสาน 


by นิติธร สุรบัณฑิต
21 มกราคม 2560 เวลา 17:21 น.
ที่มา Voice TV

นานกว่า 4 สัปดาห์แล้วที่ไผ่ ดาวดิน ถูกเพิกถอนสิทธิการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี จากกรณีการแชร์บทความบีบีซีไทย ไผ่ ดาวดิน เป็นที่รู้จักในแวดวงการเมือง จากการชูป้ายต้านรัฐประหาร แต่สำหรับครอบครัว และกลุ่มชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน ไผ่ ดาวดินคือลูกที่รัก และแนวร่วมสำคัญของชาวบ้าน

เสียงแคนอีสานยังคงขับกล่อม ผสานทำนองพื้นเมืองอันคุ้นหู มันถูกเป่าโดยชายใหญ่วัยเกษียณ เพื่อคลายความกังวล พร้อมต่อสู้เพื่อลูกชายตนเอง

เขาคือ วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม และล่าสุดกับคดีทางการเมืองและความมั่นคงรวม 5 คดี

ภาพตราตรึงของไผ่จากผู้เป็นพ่อ คือ เด็กน้อยที่เดินทางติดตามเขาลงช่วยชาวบ้าน นี่คือประสบการณ์หล่อหลอมไผ่ เป็นนักกิจกรรมทุกวันนี้

นี่คือกระท่อมฝีมือชาวบ้าน มันถูกสร้างเพื่อไผ่ และครอบครัวระหว่างเริ่มต้นปลูกบ้าน ก่อนที่ไผ่จะเติบโต และย้ายไปเรียนขอนแก่น สิ่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชนร่วมกัน โดยเฉพาะในยามพื้นที่การเรียกร้องถูกจำกัด

วันนี้ผู้เป็นพ่อ ยังคงทำหน้าที่เดินหน้าสู้คดี พิสูจน์ข้อกล่าวหา วิบูลย์หวังว่า เขาจะเห็นไผ่ บัณฑิตกฎหมายออกมายืนเคียงข้างชาวบ้าน ไม่ต่างจากอดีตที่พ่อ และลูกเคยทำร่วมกัน

นี่คือน้ำสะอาดหลายร้อยลิตรที่พรทิพย์ กักตุน เพื่อดื่ม และใช้ เธอเป็นหนึ่งในชาวบ้าน 700 หลังคาเรือนรอบเหมืองทองทุ่งคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ที่ต้องซื้อน้ำนอกหมู่บ้านมาใช้ หลังสาธารณสุขประกาศพบสารตกค้างในน้ำจากเหมืองทอง

เธอยังเดินทางพาเราไปดูร่องรอยความเสียหายที่พึ่งเกิดขึ้น และยังคงอยู่ทุกวันนี้ ภาพโรงแต่งแร่ที่เห็นห่างจากผืนนา และชาวบ้านไม่ถึง 500 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่าสารตกค้างได้กระจายอยู่เต็มพื้นที่ พวกเขาถูกห้ามให้รับประทานผลผลิตมากมายในพื้นที่

นี่คือร่องรอยการต่อสู้ระหว่างชาวบ้าน และเหมืองทองคำ และภาพเขียนนี้เป็นฝีมือของไผ่ ดาวดิน และเพื่อน ที่ร่วมปกป้องสิทธิชุมชนกับชาวบ้าน พวกเขาลงแรงช่วยคนในพื้นที่ จนประสบความสำเร็จ และนั่นทำให้เขาถูกจับตามาโดยตลอด

การเคลื่อนไหวของไผ่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงจับตา พวกเขายืนยันว่า การเคลื่อนไหวกับชาวบ้าน หรือการเมือง ย่อมเป็นสิทธิย่อมกระทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่กระทบสถาบันเบื้องสูง มิเช่นนั้นทหารย่อมยอมรับไม่ได้ 
    
บทบาทของไผ่ และชาวบ้านทำให้เหมืองทองแห่งนี้ถูกสั่งปิด การต่อสู้ครั้งนี้จากการร่วมแรงใจ หวังพลิกฟื้นผืนดินให้อุดมสมบูรณ์ดังเดิมอีกครั้ง นี่จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่สะท้อนบทบาทของไผ่ ดาวดิน นอกเหนือจากบทบาททางการเมือง 



กลับจากศาลเข้าเรือนจำทุกครั้งโดนตรวจทวารหนัก: วิบากกรรมของ 'ไผ่ ดาวดิน'



เกือบ 2 เดือนแล้วที่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ต้องตกเป็นผู้ต้องหาตามกฎหมายที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดมาตราหนึ่งในสังคมไทย จนนำไปสู่การถูกจองจำและต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในนามของกฎหมาย ที่หากเกิดขึ้นกับคนอื่นหรือในคดีอื่นคงมีคนออกมาประณามกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว เขาต้องประสบพบเจออะไรบ้าง ขอเชิญรับชม

บทความมีชื่อว่า “พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย”

พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หรือ “เสธ. พีท” รองหัวหน้ากองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่น เป็นนายทหารที่คุมพื้นที่ที่ไผ่จัดกิจกรรมต่างๆ โดยมีส่วนในการขัดขวางการจัดกิจกรรมของไผ่อยู่เสมอ หลายครั้งที่การจัดกิจกรรมของไผ่นำความอับอายมาสู่ เสธ. พีท ซึ่งครั้งที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นการที่กลุ่มดาวดินบุกไปชูสามนิ้วต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นส่วนหนึ่งของการแจ้งความไผ่ในครั้งนี้จึงมาจากความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนนี้เอง

เมื่อ เสธ.พีท เข้าแจ้งความแล้ว พ.ต.ต.วิษณุ แสนคำ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ผู้รับแจ้งความก็เข้ายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นขอออกหมายจับไผ่ในข้อหาดังกล่าว และนายวิเนตร มาดี ผู้พิพากษา อนุมัติหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 433/ 2559

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn1

ตำรวจที่รับแจ้งความและเข้าจับกุมไผ่ได้แก่ สภ.เมืองขอนแก่น ดังนั้นโดยขั้นตอนแล้วก็ต้องนำตัวไผ่ไปสอบสวนที่ สภ.เมืองขอนแก่น

แต่ปรากฏว่าตำรวจกลับนำตัวไผ่ไปสอบสวนที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรจภูธรภาค 4 แทน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงนักข่าวที่เตรียมไปทำข่าวที่ สภ.ขอนแก่น

และในคืนนั้น ไผ่ได้ถูกนำตัวไปนอนในห้องขังที่ สภ.น้ำพอง

ในการนำตัวไผ่ไผสอบสวนที่อื่นนั้น ตำรวจไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าด้วยว่าจะเป็นสถานที่ใด

และในระหว่างการสอบสวน ตำรวจไม่ยอมให้ไผ่ได้ติดต่อกับครอบครัวหรือคนใกล้ชิดว่าเขาอยู่ที่ใด

ไผ่ถูกยึดโทรศัพท์มือถือ ทว่าไม่มีการบันทึกไว้ในรายการหลักฐาน

ในการสอบสวน ตำรวจแจ้งกับไผ่ว่าได้เตรียมทนายความไว้ให้แล้ว (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร) แต่ไผ่ปฏิเสธกระบวนการสอบสวนดังกล่าว และยืนยันให้ทนายความที่ตนเองไว้ใจเท่านั้นเข้าร่วม ตำรวจจึงต้องมารับตัวทนายความซึ่งรออยู่ที่ สภ.เมืองขอนแก่น โดยทนายความไม่ได้รับการแจ้งว่า จะพาไปยังสถานที่ใด และถูกยึดโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน

การไม่แจ้งให้ทราบว่าจะถูกนำตัวไปที่ใด ไม่ให้บอกคนใกล้ชิดว่าอยู่ที่ใด รวมถึงการที่ตำรวจพยายามแต่งตั้งทนายให้แทนทนายที่ไผ่ไว้วางใจ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 ซึ่งระบุอยู่ในบันทึกจับกุมด้วยว่า ผู้ต้องหามีสิทธิแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน แสดงให้เห็นว่า ตำรวจไม่ได้สนใจปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายตามที่ระบุอยู่ในบันทึกจับกุมนั้นเลย

เป็นเพียงการลักพาตัวดีๆ นี่เอง

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn2


ในครั้งแรกสุด ศาลอนุญาตให้ไผ่ประกันตัว เพราะที่ผ่านมามีคดีติดตัวหลายคดี (ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าเป็นคดีที่เกิดจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งนั้น ไม่มีอาชญากรรมอย่างอื่นเลย) แต่ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งยังมีสอบเพื่อจบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น
แต่ในเวลาต่อมา ตำรวจพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอถอนประกัน โดยอ้างว่าไผ่ได้แสดงการเยาะเย้ยโดยการโพสต์เฟซบุ๊คพิมพ์ว่า “เศรษฐกิจมันแย่แม่งเอาแต่เงินประกัน”

ซึ่งทางฝ่ายไผ่ได้แย้งว่าตำรวจที่แจ้งความนั้นไม่ใช่พนักงานสอบสวนในคดี ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี และสิ่งที่โพสต์ไปนั้นเป็นเพียงการแสดงความเห็นใจต่อจำเลยคดีฉีกบัตรประชามติที่ไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งเป็นเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สามารถกระทำได้

ศาลอ้างว่าไผ่ “ไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ในสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊คของตน กับทั้งผู้ต้องหาได้แสดงออกถึงพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ทั้งผู้ต้องหายังมีแนวโน้มที่จะกระทำการในลักษณะเช่นนี้ต่อไปอีก”

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn3

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 วรรค 3 กำหนดให้ศาลสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับประกันตัวปฏิบัติได้ แต่จะต้องเป็นไปเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น

แต่จากข้อเท็จจริง ศาลไม่เคยกำหนดเงื่อนไขให้ไผ่ต้องลบบทความ BBC ที่ตัวเองแชร์มาด้วย จึงเท่ากับว่าศาลได้อ้างเหตุที่อยู่นอกเงื่อนไขในการถอนประกันไผ่ครั้งนี้

มากไปกว่านั้น หากไผ่ลบบทความที่ตัวเองแชร์ออ...กไป จะกลายเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเสียอีก ดังนั้นการที่ไผ่ไม่ลบบทความดังกล่าวออกจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

และหากกล่าวให้ถึงที่สุด หากศาลจะกำหนดเงื่อนไขให้ไผ่ต้องลบบทความที่แชร์เสียตั้งแต่แรก ก็ไม่สามารถบังคับตามเงื่อนไขนั้นได้อยู่ดี เพราะตามกฎหมายแล้วการกำหนดเงื่อนไขต้องเป็นไปเพื่อป้องการหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือขัดขวางการสอบสวนดำเนินคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าจะกำหนดเงื่อนไขอย่างไรก็ได้

การแสดงออกของไผ่ที่ถูกกล่าวหาว่าเย้ยหยันอำนาจรัฐนั้น ได้แก่การทำท่า “หน้ากากแอคชั่น” (บางคนกล่าวว่าเป็นท่า “dab”)

ซึ่งแล้วมันทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไร ก็ไม่เคยมีปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ จากศาลเท่านั้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้

(1) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี

(2) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน...

(3) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น

(4) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ

(5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล

ดังนั้น เท่ากับว่าศาลได้อุปโลกน์กฎหมายขึ้นมาเล่นงานประชาชนเองล้วนๆ

ทนายของไผ่ให้เหตุผลว่า

1. ข้อวินิจฉัยของศาลจังหวัดขอนแก่นที่ว่า ผู้ต้องหามีการกระทำเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลมีคำสั่งนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพยานผู้ร้อง

2. กรณีที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้บนเฟซบุ๊คของผู้ต้องหานั้น เป็นการยกเหตุนอกไปจากคำร้องขอถอนประกัน และข้อวินิจฉัยที่ว่า การกระทำของผู้ต้องหาดังก...ล่าวเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลนั้น เป็นข้อวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนเพราะศาลไม่เคยกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวแต่อย่างใด

3. ข้อวินิจฉัยของศาลจังหวัดขอนแก่นว่า ผู้ต้องหาได้แสดงออกถึงพฤติกรรรมในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นข้อวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน

4. ข้ออ้างของผู้ร้องขอถอนประกันนั้นเลื่อนลอยไม่มีเหตุไม่มีผลและไม่น่าเชื่อถือแต่อย่างใดทั้งสิ้น พยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาลก็เป็นเพียงเป็นการแสดงออกของวัยรุ่นในชีวิตประจำวัน

5. การที่ศาลจังหวัดขอนแก่นวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหาได้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายภายหลังจากการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาที่ผ่านมาไม่เคยก่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังคงอ้างแบบเดียวกันกับศาลจังหวัดขอนแก่น ว่าไผ่ไม่ยอมลบบทความ BBC แสดงออกเย้ยหยันอำนาจรัฐ ก่อความเสียหายต่อประเทศชาติ การถอนประกันจึงชอบแล้ว

ทนายของไผ่จึงยื่นฎีกาต่อ โดยอ้างถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UDHR) ข้อ 11(1) กล่าวว่า “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผยซึ่งตนได้รับหลักประกันที่จำเป็นทั้งปวงสำหรับการต่อสู้คดี” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่รับรองเสรีภาพในการแสดงออก ดังนั้นจะนำมาเป็นเหตุในการถอนประกันไม่ได้

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn5

ในขณะที่อุทธรณ์คำสั่งถอนประกันเดิม ทนายของไผ่ก็ยื่นคำร้องขอประกันใหม่ด้วย เพื่อนำไผ่ออกจากที่ที่เขาไม่สมควรต้องอยู่โดยเร็วที่สุด

แต่ศาลก็ยังยืนยันคำเดิม again and again

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn7

26 ธ.ค.59 พ.ต.ท.จิรัฐเกียรติ ศรวิเศษ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นขอฝากขังไผ่ ครั้งที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.59-8 ม.ค.60 พร้อมทั้งคัดค้านการประกันตัว

27 ธ.ค. 59 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังไผ่ครั้งที่ 3 โดยระบุว่า “ศาลพิจารณาคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาในลักษณะการประชุมทางจอภาพโดยมีผู้ร้อง ผู้ต้องหา และสักขีพยานอยู่พร้อมกัน สอบถามสักขีพยานแล้ว ไม่มีเหตุอาจกร...ะทบสิทธิผู้ต้องหา สอบถามผู้ต้องหา แถลงว่า ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว และไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังมีกำหนด 12 วัน”

28 ธ.ค. 59 เมื่อทนายของไผ่เข้าตรวจสำนวนคดีที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อเตรียมคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 3 และคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุภัทร์ จึงเพิ่งพบว่าพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังไผ่ และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังไปแล้ว

นั่นสิ


และเมื่อเข้าเยี่ยมไผ่ที่เรือนจำ ไผ่ยืนยันว่าไม่ทราบถึงกระบวนการดังกล่าว โดยได้ฟังแค่คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวทางจอภาพ แต่ศาลไม่ได้อ่านคำร้องขอฝากขังเพิ่มให้ฟัง และเขาไม่ได้แถลงว่าไม่คัดค้านการฝากขังตามที่ศาลบันทึ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่า ตามมาตรา 87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้ศาลพิจารณาฝากขังทุก 12 วันเพื่อให้ศาลได้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพื่อไม่ให้ควบคุมบุคคลไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกควบคุมตัวคัดค้านเหตุของพนักงานสอบสวนได้ การดำเนินกระบวนการฝากขังโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาคัดค้านจึงเป็นกระบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีการสอบถามผู้ต้องหาแต่คำสั่งอนุญาตคำร้องฝากขังลงวันที่ 27 ธ.ค.59 กลับระบุว่ามีการสอบถามผู้ต้องหาแล้วและผู้ต้องหาไม่คัดค้าน คำสั่งอนุญาตดังกล่าวจึงพิจารณาบนฐานข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ต้องหา

น.ส.ปิยะธิดา อุปพงษ์ ผู้พิพากษาผู้ลงชื่อในคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังนายจตุภัทร์ครั้งที่ 3 ได้ทำการประชุมทางจอภาพกับนายจตุภัทร์ ที่อยู่ในเรือนจำ โดยไม่ได้ให้ทนายความที่รออยู่ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นเข้าร่วม จากนั้น เจ้าหน้าที่ศาลจึงนำเอกสารคำสั่งศาลต่อคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาฯ ให้ทนายความ โดยศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง รายละเอียดว่า

“พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 3 ของพนักงานสอบ...สวน เป็นการยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นการยื่นคำร้องขอฝากขังที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพียงแต่ศาลไม่ได้สอบถามผู้ต้องหาเสียก่อนว่าจะคัดค้านคำร้องฝากขังนั้นหรือไม่เท่านั้น หาทำให้การสั่งอนุญาตให้ฝากขังดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎหมายไม่ ให้ยกคำร้อง ดังนั้น จึงให้เบิกตัวผู้ต้องหามาสอบถามในลักษณะการประชุมผ่านจอภาพในวันนี้ เวลา 16.30 น.”

สีข้างศาลยังสบายดีมั้ย เป็นห่วงมาก

ไผ่แถลงคัดค้านว่า “ผู้ร้องไม่มีอำนาจขอฝากขังระหว่างสอบสวน เพราะไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องคุมขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวน เพราะพยานบุคคลที่ผู้ร้องอ้างว่าต้องสอบเพิ่มเติมนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา และที่ผู้ร้องอ้างว่าต้องรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรนั้น ผู้ร้องสามารถตรวจสอบได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องคุมขังผู้ต้องหาไว้ ประกอบกับผู้ต้องหาต้องการที่จะไปสอบวิชาคอมพิวเตอร์...ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในวันที่ 17 และ 18 มกราคม 2559 ผู้ต้องหาต้องการออกไปอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบวิชาดังกล่าว ขอให้ศาลยกคำร้องขอฝากขังของผู้ร้อง”
ศาลยืนยันคำเดิม อ้างว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำคัดค้านของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น เมื่อผู้ร้องมีเหตุจำเป็นที่ต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงและมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่มีการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาต่อไป ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.59 – 8 ม.ค.60”

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn8

ศาลอ้างว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาโดยให้เหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้วว่า หากให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล ตามคำสั่งคำร้องที่ 901/2559 ลงวันที่ 26 ธ.ค.59 กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง”

http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189#_edn9

again and again and again

and again and again and again and again...

and again and again and again and again and again

คือ...

ไผ่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวประชาไทว่า การถูกจับกุมครั้งนี้ ในการเบิกตัวมาศาลแล้วนำตัวกลับเข้าเรือนจำแต่ละครั้งต้องถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำตรวจค้นร่างกาย ด้วยการให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมด กางแขน ลุกนั่ง และโก้งโค้งเพื่อตรวจภายในช่องทวารหนัก ซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นการละเมิดสิทธิในร่างกาย เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเป็นการป้องกันการนำยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปภายในเรือนจำ

ไผ่กล่าวด้วยว่า การถูกคุมขังในคดีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ไม่มีการตรวจค้นตัวในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด เพิ่งจะมีก็ในการจับกุมครั้งนี้ เขาพยายามท้วงติงกับเจ้าหน้าที่ว่าโดนจับมาในคดีการเมือง ไม่ใช่คดียาเสพติด และในกระบวนการควบคุมตัวออกมาที่ศาลนั้นก็เป็นไปอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จ.ขอนแก่นไม่รับฟัง

http://prachatai.org/journal/2017/01/69524

ถูกกลั่นแกล้งจากทั้งทหาร ตำรวจ ศาล และราชทัณฑ์

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหาลงมาคุมขังอยู่ในห้องขังใต้ศาล โดยที่ตนก็ได้แยกไปกินอาหารกลางวัน จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.00 น. นายวิบูลย์ผู้เป็นบิดาได้กลับมาเยี่ยมพูดคุยกับไผ่ และไผ่ได้แจ้งว่า ยังไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันแต่อย่างใด

นายวิบูลย์จึงได้จัดหาอาหารไปติดต่อที่เจ้าหน้าที่ศาลเพื่อขออนุญาตนำเข้าไปให้ไผ่ได้กิน แต่ จนท.ศาลปฏิเสธ ที่จะนำเข้าไปให้โดยอ้างว่าต้องได้รับการอนุญาตจากศาลก่อน

นายวิ...บูลย์จึงได้เดินทางขึ้นไปติดต่อขออนุญาตจากผู้อำนวยการสำนักงานศาล แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผอ.ไม่อยู่ และได้แนะนำให้ไปติดต่อที่รองผู้อำนวยการศาล

บิดาของไผ่ได้ไปติดต่อชี้แจงกับ รอง ผอ.ศาล ว่าต้องการขออนุญาตเอาอาหารส่งให้ผู้ต้องขังได้กิน ขณะที่ทาง รอง ผอ.ศาล ได้ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้กิน และทำไมตอนเที่ยงไม่ไปติดต่อดำเนินการ และกล่าวว่าเป็นเพราะว่าไผ่ปฏิเสธที่จะกินอาหารเองหรือไม่

ทางนายวิบูลย์ยืนยันว่าไผ่ไม่ได้ปฏิเสธที่จะกินอาหาร แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดอาหารให้กิน

บิดาของไผ่ยังได้ชี้แจงต่อ รอง ผอ.ศาล ว่า ไม่ได้ต้องการมาท้วงติงแต่อย่างใด เพียงให้บุตรชายได้กินอาหารเท่านั้น และต้องการรู้ว่าจะจัดการอย่างไร

ทาง รอง ผอ.ได้เดินออกมาจากห้องพร้อมกล่าวว่า... (ดูในสไลด์ต่อไป)

https://www.facebook.com/Prachatai/photos/a.376656526698.158748.108882546698/10154289218201699/?type=3

นายวิบูลย์ได้ตอบกลับไปว่า "ผมไม่ได้ต้องการทราบว่าจะปฏิบัติอยู่ในขั้นตอนไหน แต่ผมต้องการให้ลูกผมได้กินข้าว มันเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้กินข้าว ไม่ใช่สิทธิของคุณที่จะทำอะไรก็ได้"

สุดท้ายแล้วไผ่ได้กินอาหารกลางวันที่ทางศาลจัดให้เวลา 15.30 น.

นายวิบูลย์กล่าวว่าไม่ได้สรุปว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือความล่าช้า แต่ว่าเวลาที่ไปติดต่อเพื่อขออาหารให้ผู้ต้องขังกิน เมื่อทางศาลมีท่าทีอย่างนี้ ถือว่ามีปัญหาเรื่องวิธีคิดแล้ว มันเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ต้องขังที่มาศาลทุกคน

ขนาดสัตว์ยังได้รับการเห็นใจให้อาหารจากมนุษย์ คนพวกนี้คงมองไผ่เป็นเพียงสิ่งของไปแล้ว


1 ในกว่า 2,800 คนเท่านั้น สะท้อนว่าไผ่ถูกกลั่นแกล้งอย่างเฉพาะเจาะจง



จบสั้นๆ #ปล่อยไผ่