วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 19, 2560

พระสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทยอยรวมตัวตามประกาศรวมพลภายใน24ชม.ให้รัฐยกเลิกมาตรา 44



https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/videos/1423682980984942/


Thapanee Ietsrichai was live.


การใช้อำนาจในการปกครอง แบบหลับหูหลับตา





พวกโพลนี่เวลายกหางไม่บันยะบันยังกันเลย พลาดท่าผิดทางระวัง ‘เคล็ด’ นะยะ

ขณะที่ตึงเครียด สถานการณ์หน้าสิ่ว ไหนจะธรรมกายถอยไม่ได้ รุกไม่ดี ยังมีค้านถ่านหิน มากันทุกสารทิศ





ซูเปอร์กรรณิกาโพล ดันบอก “แนวโน้มความสุขมวลรวมของคนไทยในช่วงเดือนมกราคม ปี ๕๓ - ๖๐ เพิ่มสูงขึ้น ภาคกลางมีความสุขมากกว่าภาคอื่นๆ เพราะบ้านเมืองสงบสุข”

ยังไม่หมด เผยความเห็น ปชช. อีกต่างหาก “พรรคการเมืองที่คนไทยจะเลือก ส่วนใหญ่จะเลือกพรรคที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี”

(เก็บมาจากข่าว FM100.5 News Network ‏@news1005fm หมาดๆ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว)

“วันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มีการประชุมประเมินสถานการณ์และปรับแผนการตรวจค้นวัดพระธรรมกายและพื้นที่ควบคุมตามคำสั่ง คสช. มาตรา 44...

พลตำรวจโท ชาญเทพ เสสะเวช บอกว่ามาตรการแรกที่คาดว่าจะนำมาใช้ คือการสั่งห้ามไม่ให้จัดกิจกรรมทุกอย่างภายในวัด และให้คนออกจากพื้นที่ภายในวัดทั้งหมด”

(http://www.nationtv.tv/main/content/social/378535347/)

ขณะที่ เมื่อ “10.30 น. DSI แถลงยังไม่ตัดน้ำไฟพระธรรมกายเคลียร์คนออกบ่าย 3 -วัดวอนเลิกม.44 # SMSINN” (ข่าว innnewscompany ‏@INNNEWS)

มิใยที่ดุสิตโพลก็ออกมาเหมาะเจาะสถานการณ์ ชี้ว่าผู้ “คน 76.44% แนะรอบคอบดำเนินคดีธัมมชโย ห่วงปะทะ ขอทุกฝ่ายมีสติ http://www.newsplus.co.th/123813#newsplusTH

พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าตลอดสามวันที่ผ่านมา เจ้าหน้าทีเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายอย่างละเอียด มีการเอาสก็อตเทปโลดก้ดีเอสไอปิดตามประตูต่างๆ ห้ามเข้าออก

โดยเฉพาะในวันที่สอง มีการสนธิกำลังจำนวนมากมหาศาล เจ้าหน้าที่นำสุนัขเข้าร่วมตรวจค้น จนญาติโยมพากันตื่นตระหนก

“ขอความกรุณา คสช. และรัฐบาล ยกเลิก ม.44 เพราะพระภิกษุสามเณร ได้รับความลำบากในการบิณฑบาต และบำเพ็ญสมณะกิจอื่นๆ และเนื่องจากมีการสับเปลี่ยนกำลังของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/463098.html)

ส่วนวันแรก (๑๖ ก.พ.) เป็นที่รู้กันแล้วว่าการเข้าตรวจค้นกุฏิดาวดึงส์ ที่พำนักของพระธัมมชโย ไม่พบอดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกายแต่อย่างใด “เหลือเพียงเตียงว่างเปล่า มีเพียงแต่ของใช้บางส่วนที่ทิ้งไว้”





แถม “เวลาต่อมาได้มีแชร์ภาพในโลกโซเชียลที่อ้างว่าเป็นภาพในกุฏิของพระธัมมชโยออกมา โดยบางภาพมีลักษณะเหมือนเป็นการจัดหมอนเป็นการอำพรางสายตาของเจ้าหน้าที่ด้วย”

(https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_220420)

แบบนี้ทำให้พวกสลิ่มแค้นกันนักหนา แค้นเพราะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของนายกฯ ขวัญใจกรรณิกาโพลโดนตบตา ยังดีที่มาได้ชื่นมื่นกับความสำเร็จต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อกี้นี่เอง

จากทวี้ต Sutima_VoiceTV21 ‏@YataNuiy : “สรุปรัฐบาลรับข้อเสนอทบทวนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และสงขลา โดยยกเลิกรายงาน EIA / EHIA เตรียมนำเข้า ครม. ในวันอังคารที่จะถึงนี้”





แกนนำทั้ง ๕ คน คือ ประสิทธิชัย อัครเดช รุ่งคุณ บรรจง และธัชพงศ์ ได้รับการปล่อยตัว “ถือว่าการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านบรรลุผลแล้ว และได้ประกาศให้มวลชนเดินทางกลับทันที เพราะถือว่าเป็นการ Set zero โรงไฟฟ้ากระบี่แล้ว”

(http://www.komchadluek.net/news/politic/260957)

ก่อนจะถึงจุดนี้ หน้าสิ่วหน้าขวานกันพอสมควร เมื่อวาน (๑๘ ก.พ.) เครือข่ายภาคประชาชนนับสิบๆ องค์กร อาทิ เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ภาคีอนุรักษ์แม่น้ำโขง สมัชชาเอกชนคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เป็นต้น ร่วมกันประกาศ “เราจะสู้ไปด้วยกัน”





มีแถลงการณ์จวกรัฐบาล คสช. “ขาดการฟังเสียงของประชาชน ผลักดันให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการขาดธรรมาภิบาลของรัฐเพิ่มมากขึ้น อันเป็นต้นตอสำคัญของความขัดแย้งทางสังคมดังที่เป็นมา

ทั้งที่ประชาชนได้เสนอข้อมูลความจริงอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่ได้รับการรับฟังจากภาครัฐ กลับยังกล่าวอ้างข้อมูลและความเชื่อเดิมๆ อย่างหลับหูหลับตา”

(http://www.isranews.org/…/academic…/item/54133-we-65921.html)

ทั้งที่ข้อเสนอของฝ่ายประท้วงน่ารับฟัง ดังที่ บก.ลายจุด ‏@nuling ชี้ว่า “ต้องยอมรับว่าทีมค้านถ่านหินรอบนี้ทำการบ้านดีมาก ชีวมวลจากปามล์...

คู่แข่งขันของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คือโรงไฟฟ้าชีวมวลและไบโอแก๊สจากปามล์ เมื่อเปรียบเทียบแล้วชีวมวลน่าสนใจกว่ามาก เงินทองไม่รั่วไหลช่วยเกษตรกร”

แล้วถ้างั้น ไฉน คสช. จึงดึงดันจะสร้างให้ได้ ต้องไปฟัง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดไว้เมื่อวันก่อน

(https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_25253)





“ถามว่าทำไมคนไทยจึงสนใจซื้อเหมืองถ่านหิน ตอบว่าเป็นเพราะฝันหวานอยู่กับตัวเลข ๑๒๐ ดอลลาร์ต่อตัน พวกนี้มั่นอกมั่นใจว่าราคาจะกลับขึ้นไปเกิน ๑๒๐ เหมือนเดิม”

เนื่องจากช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๕๓ ราคาถ่านหินขึ้นพรวดพราดไปที่ ๑๒๐ ดอลลาร์ จากนั้นค่อยๆ ลดลงถึงปี ๒๕๕๙ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตซื้อเหมืองถ่านหิน ราคาอยู่ที่ ๗๐-๘๐ ดอลลาร์

“ถามว่าคนไทยที่ซื้อเหมืองถ่านหิน มาถึงวันนี้ดีใจหรือเสียใจ ตอบว่าสถานการณ์จุกคอหอย ภาษานักเล่นหุ้น เรียกว่า ‘ติดยอดดอย’...

พ่อค้าถ่านหินจึงย่อมจะผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าในไทยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เท่านั้น ที่จะสร้างหลักประกันว่า เหมืองจะขายถ่านหินได้ต่อไปในอนาคตอีก ๓๐ ปี

ดังที่คุณศศิน (นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร) ให้ความเห็นไว้ว่า เมื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไปแล้วไม่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม ก็จะต้องหาซื้อถ่านหินมาเผากันไปเรื่อยๆ นั่นแหละ”

และนี่ละสติปัญญาในทางบริหารรัฐกิจของ คสช. ซึ่งดูเหมือนจะเก่งอย่างหนึ่งเดียวตรงที่ ‘การใช้อำนาจทางปกครอง’

พลโลก"ไร้ศาสนา"แซงหน้า"พุทธศาสนิกชน"โอกาสแห่งสันติภาพหรือสงคราม? + นักศาสนวิทยา เสนอแยก"คณะสงฆ์"ออกจาก"กษัตริย์"ก่อนปฎิรูปให้พ้นการเมือง



https://www.youtube.com/watch?v=mGzIVfkU-L4

พลโลก"ไร้ศาสนา"แซงหน้า"พุทธศาสนิกชน"โอกาสแห่งสันติภาพหรือสงคราม?

jom voice


Published on Feb 18, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับแนวโน้ม คนไร้ศาสนา(Atheist)ที่มีจำนวนมากขึ้นเป็นอันดับ 3 รองจากคริสต์ อิสลาม และมากกว่าคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผลสำรวจจากพลเมืองทั่วโลกครั้งล่าสุดว่า มาจากหลายปัจจัยเช่น ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจากศาสนาที่เคยนับถือ เห็นความขัดแย้งกันเองภายในศาสนา ผิดหวังบุคคลในศาสนา หรือเกิดมาในบรรยากาศที่ไม่เคร่งครัดเรื่องศาสนา รวมไปถึงความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ความเป็นจริงของชีวิตบางอย่าง รวมไปถึง สภาพสังคมและการเมืองที่ให้ความสำคัญเรื่อง สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คนไร้ศาสนามีหลากหลายรูปแบบ ทั้งไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เชื่อในพระเจ้าหลายองค์ ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก หรือเชื่อในสิ่งดี ๆ ของทุกคำสอนในทุกศาสนาถ้าสอดคล้องกับการแสวงหาของตัวเอง สำหรับสังคมไทย ถ้าจะประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าเป็นคนไร้ศาสนา จะส่งผลต่อสถานะทางสังคม อาจจะส่งผลต่ออาชีพการงาน เพราะสังคมไทยมองคนไร้ศาสนา เป็นคนไม่ดี ไม่มีศิลธรรม และลักษณะวีถีของสังคมไทยส่วนใหญ่ จะบังคับให้นับถือศาสนา ซึ่งหลักคุณธรรมพื้นฐานของคนไร้ศาสนาคือ หลักศิลธรรมและความยุติธรรมตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหากมีคนไร้ศาสนาเพิ่มมากขึ้น จะนำพาให้โลกเกิดสันติภาพ หรือภาวะความสับสนวุ่นวาย แต่อย่างน้อยจะช่วยลดความขัดแย้งด้วยสาเหตุของศาสนาลงไปได้มาก

ooo

เรื่องเกี่ยวเนื่อง

นักศาสนวิทยา เสนอแยก"คณะสงฆ์"ออกจาก"กษัตริย์"ก่อนปฎิรูปให้พ้นการเมือง



https://www.youtube.com/watch?v=idaD6rvXkco

jom voice

Published on Feb 18, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนจบ ) เกี่ยวกับผลกระทบต่อคณะสงฆ์และรัฐบาลกรณีวิธีการจัดการกับวัดพระธรรมกาย และแนวทางปฎิรูปคณะสงฆ์ให้พ้นจากอำนาจการเมืองว่า เป็นเรื่องที่ยากมาก ที่จะแยกศาสนาออกจากรัฐในทันที เพราะสถาบันสงฆ์ผูกติดกับอำนาจโครงสร้างอำนาจรัฐมายาวนาน หากจะแก้ปัญหาเพื่อการปฎิรูปให้คณะสงฆ์และพุทธศาสนา รอดพ้นจากอำนาจฝ่ายการเมือง อันดับแรกต้อง แยกคณะสงฆ์ออกจากพระราชอำนาจ อาจจะเกี่ยวพันในเชิงพระราชพิธี หรือพระราชประเพณีได้แต่ต้องไม่ให้ พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการบริหารจัดการในองค์กรคณะสงฆ์ เช่นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช การแต่งตั้งสมณศักดิ์ ปล่อยให้คณะสงฆ์บริหารจัดการกันเอง และลดความไม่เป็นธรรมระหว่างนิกาย ควรแยกให้ธรรมยุติกับมหานิกายบริหารจัดการกันเอง อาจมีสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์ก็ได้โดยแต่งตั้งกันเอง จากนั้นถึงไปสู่การบริหารองค์กรคณะสงฆ์โดยรวมทั้งประเทศ หากไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาวงการคณะสงฆ์ไทย จะเรื้อรังและสร้างปัญหาสร้างความแตกแยกไม่จบสิ้น

.....

เด็ดดวงแก้ว"ธรรมกาย"สะเทือน"คณะสงฆ์-พุทธศาสนา"ไทย




https://www.youtube.com/watch?v=xZSvJneuE14

jom voice

Published on Feb 17, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนที่ 1) เกี่ยวกับการบุกจับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและการเอาผิดกับวัดพระธรรมกายในหลายร้อยข้อหาว่า สังคมส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย แต่วิธีการดำเนินการของรัฐบาลก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามีเจตนาทางการเมือง จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แม้ว่าที่ผ่านมา ธรรมกาย ก็พยายามขยายบทบาทและอิทธิพลให้กลายเป็นสิ่งที่หวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ อย่างไรก็ตามแม้ว่า พระธัมมชโย จะพ้นออกจากวัด แต่หลักคำสอน แนวคิดความเชื่อที่ถ่ายทอดกันมาอย่างดี ก็ยังดำเนินต่อไป และครั้งนี้ คณะสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนาในประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก นำมาซึ่งความไม่มั่นคงของสถาบันสงฆ์และศาสนาพุทธในประเทศไทย และอาจจะนำไปสู่การปฎิรูปในที่สุด ( ตอนที่ 2..ดร.ศิลป์ชัย จะวิเคราะห์แนวทางการแยกศาสนา ออกจากรัฐ ทำได้หรือไม่อย่างไร ...โปรดติดตาม)



รัฐประหาร คสช. มีเป้าหมายสูงสุดคือคุ้มครองรักษาความมั่นคงของโครงสร้างเดิม พูดง่ายๆ ความมั่นคงจะอยู่ได้ก็ต้องไม่มีทั้งสองสี ไม่ว่าสีไหนก็ต้องสยบใต้อำนาจราชการ (อาเมน!) - ใบตองแห้ง







รัฐประหาร คสช. มีเป้าหมายสูงสุดคือคุ้มครองรักษาความมั่นคงของโครงสร้างเดิม ที่ขัดแย้งกับประชาธิปไตยจนไม่สามารถยอมให้เป็นประชาธิปไตยต่อไปได้ ต้องสร้างระบอบการปกครองย้อนยุคไป ให้รัฐทหาร รัฐราชการ ควบคุมสังคมอย่างเข้มงวด อยู่ในความสงบ ไม่ปล่อยให้มีการเรียกร้องทางการเมืองหรือขัดแย้งการตัดสินใจของอำนาจ ซึ่งสร้างความ "วุ่นวาย" ไม่ต่างกัน

พูดง่ายๆ ความมั่นคงของโครงสร้างเดิม จะอยู่ได้ก็ต้องไม่มีทั้งสองสี ไม่ว่าสีไหนก็ต้องสยบใต้อำนาจราชการ

แถมภายใต้โครงสร้างนี้ รัฐจะอยู่ได้ก็ต้องผนึกกำลังคนชั้นบนในสังคม สร้างความพึงพอใจให้คนชั้นกลางระดับบน คนมั่งมี พึ่งพาภาคธุรกิจ วางเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจ ขายฝันว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็พาประเทศเจริญได้แบบจีน ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเข้าไปแก้ปัญหาขัดแย้งอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ออก ม.44 อำนวยความสะดวกเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ ซึ่งแน่ละว่าจะขัดแย้งกับชุมชนคนเล็กคนน้อยในปริมณฑลต่างๆ โดยไม่เลือกสี

นั่นละครับคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารครั้งนี้ อย่างที่พวก NGO เป่านกหวีดไม่คาดคิดมาก่อน



Atukkit Sawangsuk added 2 new photos.


2 มุมมองพลังงานไฟฟ้าถ่านหิน




https://www.youtube.com/watch?v=LCFwpX9C6X4

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่

EGATTV

Published on Sep 23, 2015

มาทำรู้จัก.."โครงการโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอา­ดกระบี่"
เจาะลึกถึงขั้นตอนและเทคโนโลยีในการกำจัดมลสารต่างๆที่เกิดขึ้น
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

================================
Title : โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่
Client : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
Agency : Media Mixer Co.,Ltd.
Duration : 13 min 27 Sec.
Date: 18 Sep 2015

ooo

โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ชะตากรรมทะเลอันดามัน



https://www.youtube.com/watch?v=WPR0vE6tsuA

Nation X files

Published on Jun 30, 2014

28 06 57 nation x files
กระบี่ได้ชื่อว่าเป็น "green city" แต่แผนแม่บทของการไฟฟ้า ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 870 เมกกะวัต กลับสวนกระแส ความต้องการ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้าน และคัดค้านอย่างหนัก เพราะถ่านหินจะกระทบแหล่งทำมาหากิน และทำลายทะเลอันดามันแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก

รู้ไว้ใช่ว่า .... เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (วันหนึ่งอาจเป็นคนใกล้ตัวท่าน) - สพฉ.ย้ำเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรสายด่วน 1669





รู้ไว้ใช่ว่า .... เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (วันหนึ่งอาจเป็นคนใกล้ตัวท่าน)

ที่มา เวปพันทิป

สวัสดีครับ หากกล่าวถึงภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ใครไม่เคยประสบกับตัวเองก็คงไม่ทราบว่ามันเป็นภาวะที่ร้ายแรงเพียงใด
การส่งผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลมักจะมากับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างหนึ่งคือเรื่อง "ค่ารักษา" .... จากคำว่า "ฉุกเฉิน" นั้น
ก็บอกอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต้องส่งผู้ป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้สุดก่อนเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งหากโรงพยาบาลนั้น
คือ รพ.เอกชนก็จะมีปัญหาเรื่องค่ารักษาตามมาทันที จากปัญหานี้ ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช. ) ได้จัดตั้งระบบการแพทย์ฉุกเฉินเริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว
โดยมีชื่อเดิมว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ และเมื่อ 3 วันที่านมาก็ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็น
เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” โดยชื่อภาษาอังกฤษยังคงเดิมคือ EMCO (Emergency Claim Online)
ตลอด 4 ปี มีผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแลตามสิทธิดังกล่าวมากกว่า 70,000 คน

ใครจะมีสิทธิได้รับการรักษาแบบนี้บ้าง ?
ผู้ป่วยที่มีสิทธิรักษาในโครงการนี้ก็คือคนไทยทุกคนนั่นเอง โดยยึดถือตามสิทธิของ 3 กองทุน คือ
1. ข้าราชการที่เบิกค่ารักษาจากกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กรมบัญชีกลาง (ประมาณ 5 ล้านคน)
2. ลูกจ้างพนักงาน จากกองทุนประกันสังคม (ประมาณ 10 ล้านคน)
3. ประชาชนทั่วไปตามสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ประมาณ 48 ล้านคน)

สิทธิที่ได้รับเป็นอย่างไร ?
สิทธิที่ได้รับในการรักษาพยาบาลฉุกเฉินนี้ ผู้ป่วยสามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาลรัฐ หรือ เอกชน ทุกแห่ง
โดยไม่มีการถามสิทธิ์ก่อนการรักษา และ ไม่ต้องสำรองเงินค่ารักษาออกไปก่อน โดยทางโรงพยาบาล
จะรักษาผู้ป่วยให้ใน 72 ชั่วโมงแรก

สิทธินี้ ใช้กับผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นใด ?
ระบบนี้ จะใช้กับผู้ป่วยที่เรียกว่า "วิกฤติระดับสีแดง" กล่าวคือผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้ครับ
- หัวใจหยุดเต้น" (Cardiac arrest)
- ภาวะหยุดหายใจ
- ภาวะ ช็อก จากการเสียเลือดรุนแรง
- ชักตลอดเวลา หรือ ชักจนตัวเขียว
- อาการซึม หมดสติ ไม่รู้สึกตัว
- อาการเจ็บหน้าอกรุนแรงจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
- อาการทางสมองจากหลอดเลือดสมองตีบตันเฉียบพลันมีความจำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือด
- การบาดเจ็บที่มีเลือดออกมากอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา

ปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินนี้ให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อยุคปัจจุบัน
โดยทาง สพฉ. ได้พัฒนา Application ชื่อว่า ThaiEMS1669 (ทั้ง Android และ iOS)
โดยตัว App. สามารถแจ้งเหตุผ่าน 1669 และมีการส่งข้อมูล ชื่อ-สกุล หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล เพศ
ปีเกิด และ/หรือ ข้อมูลส่วนตัวเช่น โรคประจำตัว การแพ้ยา โดยจะระบุพิกัดที่เกิดเหตุ (latitude, longitude)
และส่งภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุได้ด้วย นอกจากนั้นตัว app. จะมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
อาทิ แนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ได้รับสารเคมี ภาวะเลือดออก หมดสติกะทันหัน หัวใจวาย
แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น รวมทั้งยังมีรายชื่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุด้วยครับ





ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะมีมานานแล้ว แต่ก็มีความสำคัญยิ่งกับกรณีฉุกเฉินครับ
บางท่านก็อาจไม่ทราบว่ามีการพัฒนาเป็น App. สำหรับ Andriod - iOS แล้ว
ก็ download มาติดเครื่องใว้ จะมีประโยชน์ครับ

สวัสดีครับ



ooo

เจ็บป่วยฉุกเฉินต้องโทรสายด่วร1669 มีระบบประเมินอาการผู้ป่วย





ที่มา คมชัดลึก

สพฉ.ย้ำเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรสายด่วน 1669 มีระบบรองรับช่วยประเมินอาการผู้ป่วย-จัดรถพยาบาลที่เหมาะสม แนะประชาชนหมั่นเช็คสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุด นพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.)กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์เรื่องโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลกับผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยจำนวนเงินที่มากจนต้องถอดทองจำนำไว้ที่โรงพยาบาลว่า เท่าที่ตนติดตามข่าวทราบว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวมีสิทธิรักษาพยาบาลในกองทุนประกันสังคม หากเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ เมื่อนำผู้ป่วยส่งไปรักษายังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้แต่ไม่ใช่โรงพยาบาลในสิทธิกองทุนที่ผู้ป่วยเป็นสมาชิกอยู่ หากผู้ป่วยไม่รู้สติญาติสามารถแจ้งเรื่องไปยังโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยขึ้นทะเบียนตามสิทธิแต่ละกองทุนเพื่อให้โรงพยาบาลเจ้าของสิทธิส่งรถพยาบาลมารับไปทำการรักษายังโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีสิทธิได้ โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายและกระบวนการต่างๆ ในการส่งตัวโรงพยาบาลที่เราขึ้นทะเบียนสิทธิไว้จะเข้ามาดูแลและอำนวยความสะดวกให้





"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอแนะนำประชาชนว่าหากพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินทุกกรณีให้โทรสายด่วน1669เพราะในระบบสายด่วน1669จะช่วยประเมินอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินของผู้ป่วยและจัดรถพยาบาลที่เหมาะสมกับอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินเพื่อรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เครื่องมือพร้อมที่สุดให้ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีได้ ฉะนั้น หากประชาชนท่านใดเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือพบผู้ป่วยฉุกเฉินควรรีบโทรแจ้งสายด่วน1669"นพ.ภูมินทร์กล่าว

นพ.ภูมินทร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนแนวทางในการดำเนินงานตามนโนบาย“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่”หรือucep ที่จะให้ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉืนวิกฤติสามารถเขารับการรักษาพยาบาลในรพ.ได้ทุกแห่งนั้น สพฉ.กำลังเร่งจัดทำตารางราคาและอัตราจ่าย (Fee Schedule)เพื่อเป็นราคาการบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาลจะเรียกเก็บจากกองทุนสุขภาพ และวางระบบการดำเนินการเพื่อให้ทันใช้ก่อนสงกรานต์

ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิในการรักษาฟรีจาก 3กองทุนดังนี้1.กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กรมบัญชีกลาง2.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือที่เราเรียกว่าบัตรทอง และ3.กองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมซึ่งประชาชนทุกคนจะต้องเข้าสู่ระบบทั้ง3กองทุนนี้ตามหน้าที่การงานของตนเอง และสำหรับประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระก็ต้องอย่าลืมไปขึ้นทะเบียนบัตรทองเพื่อให้มีสิทธิในการรักษาพยาบาลไว้ด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและเรามีสิทธิตามรายละเอียดของ3กองทุนนี้ระบบของ3กองทุนจะทำงานทันที ซึ่งเราจะต้องหมั่นศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของตนเองไว้ด้วย

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 18, 2560

"ดร.โกร่ง" ชี้ สัญญาณเศรษฐกิจขาลง




https://www.youtube.com/watch?v=Vt0NTTHdB6M

"ดร.โกร่ง" ชี้ สัญญาณเศรษฐกิจขาลง

SHTV

Published on Feb 18, 2017

WAKE UP THAILAND Weekends - VoiceTV21 @Voice_TV

.....

เรื่องเกี่ยวข้อง...

สัญญาณเศรษฐกิจขาลง : โดย วีรพงษ์ รามางกูร

มติชนออนไลน์

Thai gov’t panel approves coal plant in popular tourist area creates protest




Suda Hemsanga, a Krabi resident, yells in protest against a proposed coal-fired plant on Thailand’s coast, in Bangkok, Thailand, Feb. 17, 2017. Thai government’s committee approved construction of an 800-megawatt coal power plant near pristine beaches on the Andaman Sea, Prime Minister Prayuth Chan-ocha announced Friday. The plant and an accompanying dock are slated to be built next to an existing oil plant on the coast in Krabi, a major tourist destination. (Dake Kang/Associated Press)


Thai gov’t panel approves coal plant in popular tourist area


By Dake Kang | AP February 17
Via Washington Post

BANGKOK — A government committee has approved construction of an 800-megawatt coal power plant near pristine beaches on the Andaman Sea, Thailand’s prime minister said Friday.

The plant and an accompanying dock are slated to be built next to an existing oil plant on the coast in Krabi, a province whose sandy shores, aqua-blue waters, and soaring limestone cliffs that plunge dramatically into the Andaman Sea make it a world-famous tourist destination.

The announcement by Prime Minister Prayuth Chan-ocha that the National Energy Policy Committee has given the go-ahead to the project was criticized by activists who worry the plant will pollute local waters and spoil scenery. They say it will damage tourism and fishing, and that eco-friendly alternatives should be considered instead.

The Energy Ministry says southern Thailand’s power grid falls hundreds of megawatts short during peak demand, requiring electrical backup from Malaysia or provinces further north. But environmentalists argued in a report submitted to the ministry last year that biomass, wind, or other renewable energy sources could make up the shortfall.

The proposal will be reviewed to meet environmental standards before being forwarded to the Cabinet. Prayuth, who heads a military government, chaired the committee and in announcing its approval said the project was necessary to avoid future shortages and was safe.

Several hundred demonstrators traveled overnight from Krabi to stage a sit-in at the gates outside the prime minister’s office compound, waving green flags emblazoned with “NO COAL” under skulls and crossbones. Some scuffled with police guards after the decision was announced.

“It’s not right,” Akradej Chakjinda, leader of activist group Save Krabi, said of the decision. “He’s not listening to the local people. He’s listening just to members of the energy ministry, to his friends.”

Activists say the plant and its pollution will wreck Krabi’s tourist trade and hurt fishermen, damaging two of the largest industries in the province. Tourism made up 17.7 percent of Thailand’s economy in 2016, according to official statistics.

“Krabi is very famous for its nature, people come for nature, but now you destroy nature.” said Ponwarin Kanantai, 20, a college student whose parents run a hotel in a beachside town in Krabi. “It’s not our generation — you have think of the next generation, how will they be impacted by coal.”

Officials say the plant will adhere to high cleanliness standards and will burn premium-grade coal imported from Australia to cut down on emissions. They point out it will be built next to an already-existing power station hidden behind trees — not, they say, on pristine grounds.

เด็ดดวงแก้ว"ธรรมกาย"สะเทือน"คณะสงฆ์-พุทธศาสนา"ไทย




https://www.youtube.com/watch?v=xZSvJneuE14

เด็ดดวงแก้ว"ธรรมกาย"สะเทือน"คณะสงฆ์-พุทธศาสนา"ไทย

jom voice

Published on Feb 17, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนที่ 1) เกี่ยวกับการบุกจับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและการเอาผิดกับวัดพระธรรมกายในหลายร้อยข้อหาว่า สังคมส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย แต่วิธีการดำเนินการของรัฐบาลก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามีเจตนาทางการเมือง จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แม้ว่าที่ผ่านมา ธรรมกาย ก็พยายามขยายบทบาทและอิทธิพลให้กลายเป็นสิ่งที่หวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ อย่างไรก็ตามแม้ว่า พระธัมมชโย จะพ้นออกจากวัด แต่หลักคำสอน แนวคิดความเชื่อที่ถ่ายทอดกันมาอย่างดี ก็ยังดำเนินต่อไป และครั้งนี้ คณะสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนาในประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก นำมาซึ่งความไม่มั่นคงของสถาบันสงฆ์และศาสนาพุทธในประเทศไทย และอาจจะนำไปสู่การปฎิรูปในที่สุด ( ตอนที่ 2..ดร.ศิลป์ชัย จะวิเคราะห์แนวทางการแยกศาสนา ออกจากรัฐ ทำได้หรือไม่อย่างไร ...โปรดติดตาม)

เมื่อ คสช. ถูกเย้ยหยัน สบประมาท





เสร็จแล้วก็มาถึงวันนี้จนได้ วันที่ ‘ตาอิน’ (คนละคนกับผู้ปิดทองหลังพระ) กลายเป็นผู้เห็นต่างที่ถูกควบคุมตัว เหมือน ‘ตานา’ (คนรากหญ้าที่ทำอะไรก็ผิด)

เมื่อ ‘ตาอยู่’ ไอ้ตัวร้ายขี้ข่มเหงที่อ้างว่ามาห้ามทัพแต่กลับฉกหัวปลาไปกินเสียเอง แก่กล้าได้ที่เสียจนไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ ทั้งสิ้น

วันนี้ (๑๘ ก.พ.) สามแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันที่ไปชุมนุมหน้าทำเนียบฯ คัดค้านการอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวดังที่ท้าทาย

ล่าสุดเมื่อเวลา ๙.๔๗ น. เพจ ‘หยุดถ่านหินกระบี่’ รายงานว่าแกนนำโดนจับตัวแล้ว ๓ คน ได้แก่ ประสิทธิชัย หนูนวล, อัครเดช ฉากจินดา และ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร

ขณะที่ ข่าวสดออนไลน์ รายงานด้วยว่าตำรวจ ๓ กองร้อย กับทหารอีก ๓๐ นาย “เข้าควบคุมสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าจังหวัดกระบี่ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยเข้าแยกตัวกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเตรียมจัดส่งกลับภูมิลำเนา แล้วควบคุมตัว ๓ แกนนำไป มทบ.๑๑”

(http://prachatai.org/journal/2017/02/70145)

จะว่าจับเพราะยั่วยุก็ได้ ในเมื่อหนึ่งในแกนนำปราศรัยหนัก “จะดูว่ารัฐบาลทหารจะจับประชาชนที่มารักษาแผ่นดินตัวเองได้อย่างไร หากดำเนินการกับผู้ชุมนุมรัฐบาลต้องยอมรับในสิ่งที่ทำ ยอมรับการประณามจากโลก ซึ่งต้องดูว่ารัฐบาลจะหน้าด้านไปถึงไหน”

นายประสิทธิชัยพูดถึง “การที่นายกฯ ให้เหตุผลในการสร้างโรงไฟฟ้าฯ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานในภาคใต้ และอ้างว่าต่างประเทศก็ทำนั้น เป็นเหตุผลที่ไร้เดียงสา ไม่มีภาวะผู้นำ”

พูดอย่างนี้ พวกเสื้อแดงโดนข้อหากันมาเยอะแล้ว ทั้งขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. หมิ่นพระเจ้าอยู่หัว นำข้อมูลเท็จเข้าคอมพิวเตอร์ และก่อความวุ่นวายดั่งอั้งยี่

แม้กระทั่งในเชิงวิชาการ เช่นว่า “การตัดสินใจของนายกฯ ถือว่าประจานตัวเอง เพราะล่าสุดประธานธนาคารโลกออกมาระบุว่า หากทุกประเทศสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็จะเจ๊งแน่นอน”

หรือจะเอาชนิดแน่นกว่านั้น แค่ดูจากเพจ ‘คุยกับหม่อมกร’ ก็น่าจะเหลือพอ

“มหาวิยาลัยฮาเวร์ดวิจัยว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านนั้นสูงมาก หากรวมผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย
http://www.chgeharvard.org/resource/explore-true-costs-coal

ขณะที่ ๒ ปีก่อน รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี ๒๐๒๕
https://www.gov.uk/…/news/new-direction-for-uk-energy-policy”

ยืดไปถึง “ประเด็นที่ ท่านนาย ก กล่าวถึงเหตุไฟดับ ๑๔ จังหวัดใต้นั้นคลาดเคลื่อน เพราะแท้จริงแล้วเกิดจากฟ้าผ่าสายส่ง ๑ เส้น และซ่อมสายส่ง ๑ เส้น

ระบบไฟฉุกเฉินจากมาเลเซียรีเลย์ไม่ทำงาน ระบบจัดการโรงไฟฟ้าจึงหยุดทำงานโดยอัตโนมัติทั้งหมดพร้อมกัน มิได้เกิดจากโรงไฟฟ้ามีไม่พอแต่อย่างใด”

ที่น่าติดตามไปดูให้ได้ ตรงว่า “หลังจากนี้จะมีการระดมแนวร่วมเข้ามาชุมนุม เพราะเรื่องดังกล่าวนี้เกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมด้วย จึงคิดว่าอายุของรัฐบาลจะอยู่ไม่นาน”

(http://www.matichon.co.th/news/466727)

ไม่รู้ว่านายประสิทธิชัยถูกควบคุมตัวเพราะคำพูด ‘เย้ยหยันอำนาจรัฐ’ เหมือนไผ่ ดาวดิน ด้วยหรือเปล่า แต่สำหรับ ม.ล.รุ่งคุณ ที่บอกว่า “ไม่เรียกทรราชแล้วจะให้เรียกว่าอะไร” นั้นคงเข้าข่าย ‘หยามน้ำหน้า’ ละมัง

ทั้งๆ ที่ในเนื้อถ้อยทำนองสบประมาทยาวเหยียดที่เขาเขียนบนเฟชบุ๊คนั้นเต็มไปด้วยข้อมูลอิงข้อเท็จจริงหลายอย่าง เรื่องเงินโอน ๖๐๐ ล้านนั่นอย่างหนึ่ง เรื่องหนังสือสั่งการระดมชาวบ้านสนับสนุนนี่สิ ชี้ให้เห็นวิชามารชัดแจ๋ว





“เพื่อให้การดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อำเภอจึงขอให้ท่านนำมวลชน หมู่บ้านละ ๒๐ ไปสนับสนุนดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดกระบี่...”

เป็นต้นสายของข้อความผรุสวาสที่ว่า “โสโครกสิ้นดีกับพฤติกรรมเหล่านี้ ซึ่งแสดงตนเองเป็นทรราช ‘ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำความเดือดร้อนทารุณให้แก่ผู้อยู่ใต้การปกครองของตน’ เป็นศัตรูของประชาชนอย่างชัดเจน”

(http://www.matichon.co.th/news/465211)





เทียบกับคำกล่าวสั้นๆ ที่ว่า “ตอนนี้พี่เกษียณแล้ว ขออยู่อย่างสงบเถอะ จะมาเอาอะไรกับพี่หนักหนา” (http://www.matichon.co.th/news/466696) น่าจะเทียบกันไม่ได้หรอก

จะให้ดีต้องเทียบแบบที่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เขียนไว้ ว่าธรรมไชโยควรจะพูดนั่นละ

“ขออยู่อย่างสงบเถอะ จะมาเอาอะไรกับอาตมาหนักหนา”






ประชาไท


Visa Khanthap : บทกวีในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน 17.วัง วัด รัฐเผด็จการ





บทกวีในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน

17.วัง วัด รัฐเผด็จการ

สังฆราชประมุขสงฆ์ว่าอย่างไร
เมื่อรัฐเข้าโยกไหวพุทธจักร
หรือธรรมกายเป็นลัทธินอกพิทักษ์
วังกับวัดพึงตระหนักต้องตอบความ
พระราชอำนาจแต่งตั้งสังฆราช
วังกับวัดจึงมิอาจจะมองข้าม
โปรดระวังประกายไฟจะไหม้ลาม
เมื่อคนถามกลับมายังวังกับวัด

กวีศรีประชา
16/2/2017

ที่มา FB

ฝรั่งถามยาย... ทำไมคนไทยถึงไหว้ต้นไม้...





ทำไมประชาชนจึงต่อต้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” + ถ่านหินสะอาดหรือไม่!





ทำไมประชาชนจึงต่อต้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” / เลิศชาย ศิริชัย


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
17 กุมภาพันธ์ 2560
โดย...เลิศชาย ศิริชัย

หากไม่นับเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เรื่องที่ถือว่าร้อนที่สุดในภาคใต้ คือ การผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ของ กฟผ.และรัฐบาล ซึ่งสำหรับ กฟผ.แล้วไม่เป็นที่แปลกใจ เพราะผลักดันเรื่องนี้แบบถอยไม่ได้ และไม่เลือกวิธีมานานแล้ว สำหรับข้าราชการ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็ไม่น่าแปลกใจที่จะดาหน้ากันสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ไม่ผิดเพี้ยนกับ กฟผ.

แต่ที่น่าแปลกใจคือ นายกรัฐมนตรี ที่แสดงท่าที่อ้ำๆ อึ้งๆ มาตลอด แต่วันนี้นายกฯ เหมือนแสดงอย่างชัดเจนว่าต้องเดินหน้า และเหตุผลที่นำมาใช้ประกอบอำนาจก็เป็นเหตุผลเช่นเดียวกับที่ กฟผ.และผู้สนับสนุนพูดฝ่ายเดียวมาตลอด คือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากถ่านหินได้หมดสิ้นแล้ว

การที่นายกฯ ใช้เหตุผลนี้อย่างมั่นใจ แสดงให้เห็นว่า ในที่สุดแล้วท่านก็ฟังความข้างเดียว เพราะในความเป็นจริงมีงานวิจัยมากมายที่แสดงถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศต่างๆ และมีนักวิชาการไทยหลายท่านที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างชัดเจน รวมทั้งทำวิจัยในกรณีของประเทศไทยด้วย และมีรูปธรรมยืนยันที่ชัดเจนว่า หลายประเทศกำลังทยอยเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ กฟผ.และผู้สนับสนุนกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้ และนำเสนอข้อมูลแบบด้านเดียวมาตลอด

ที่จริงรัฐบาลไม่ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบตรงไปตรงมา แต่พูดให้ดูเหมือนว่าสร้างเพื่อชาวภาคใต้โดยตรง เราจึงได้ยินฟากของรัฐบาล รวมทั้งนายกรัฐมนตรี พยายามย้ำว่า หากไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต่อไปที่ภาคใต้ไฟจะดับ หรือไม่มีไฟฟ้าใช้ แม้แต่เมื่อพรรคการเมืองที่ครองเสียงภาคใต้มาโดยตลอด ก็ไม่เห็นด้วยต่อการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเสนอให้สร้างโรงไฟฟ้าแบบใช้น้ำมันปาล์มแทน รัฐบาลก็ยังไม่ฟัง และยืนยันจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้

ทั้งนี้ ก็เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ หรือเพราะเป็นห่วงคนภาคใต้ แต่เป็นแผนงานหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) ทั้งนี้ เนื่องจากระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบันได้วางตำแหน่งแห่งที่ภาคใต้ของไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนามคม เครือข่ายพลังงาน และประตูเชื่อมต่อทางอุตสาหกรรมของภูมิภาค เนื่องจากภาคใต้อยู่ในทำเลที่เหมาะสม คือ เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนตอนบน รวมถึงประทศจีนด้วย กับกลุ่มประเทศอาเซียนตอนล่าง

นอกจากนี้ จะเห็นว่าประเทศไทยนั้นขวางทางเดินเรือ และเส้นทางขนส่งจากฝั่งตะวันออกมายังฝั่งตะวันตก การเดินเรือ และการขนส่งจึงต้องไปอ้อมแหลมมลายู หากสามารถใช้เส้นทางผ่านประเทศไทยได้จะเป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนอย่างมาก

อีกทั้งอ่าวไทยเป็นแหล่งสำคัญของน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติด้วย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าประเทศไทยเป็นแหลงน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องนี้สู่สาธารณะ

ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และจะทยอยเกิดมากขึ้นก็คือ โครงการขนาดใหญ่ เท่าที่มีผู้พยายามค้นหาโครงการเหล่านี้ ซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ตามแผนงานของฝ่ายต่างๆ พบว่า มีแผนและ/หรือมีการการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมากมาย ที่สำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 แห่ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง ท่าเรือน้ำลึกจำนวนมาก แลนด์บริดจ์หลายสาย นิคมอุสาหกรรมปิโตรเคมี 4 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ 4 แห่ง เขื่อนกักเก็บน้ำจืดมากกว่า 10 แห่ง เป็นต้น

การเกิดแผนงานและโครงการมากมายจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทุกด้านในภาคใต้อย่างมากและรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงว่า กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งจากต่างประเทศ และในประเทศ ร่วมกับเทคโนแครทกำลังจะเปลี่ยนแปลงทรัพยากรในภาคใต้ให้มีความหมายใหม่ ว่า เป็นทรัพยากรของโลก และกลุ่มทุนระดับต่างๆ ในโลกคือผู้วางแผนใช้ประโยชน์ในรูปแบบใหม่ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจคนในท้องถิ่น เพราะเห็นว่าเป็นโลกของคนล้าหลัง และเป็นส่วนที่จะต้องปรับตัวให้อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น แม้กระทั่งจะกลายเป็นส่วนของผู้แบกรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ในทางที่ควร โครงการเหล่านี้ต้องร่วมกับประชาชนในท้องถิ่น ร่วมกับภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ทำความเข้าใจโครงการ ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงๆ และร่วมกันประเมินว่าในที่สุดแล้ว ควรจะสร้างโครงการหรือไม่ อย่างไร การจะตกลงว่าสร้างได้จะต้องเป็นข้อตกลงของทุกฝ่ายที่ตรงกัน โดยเฉพาะจากคนในท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ที่หลักการข้างต้นนี้สำคัญก็เพราะว่า โครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นล้วนเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรที่มีคนในท้องถิ่นใช้ประโยชน์อยู่ และเป็นการนำพิษภัยไปให้เขาพร้อมกันด้วย ดังนั้นต้องเคารพคนในท้องถิ่นให้มากที่สุด สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด และให้ประชาชนได้ตัดสินด้วยความรู้ความเข้าใจมากที่สุด

แต่การกลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะผู้รับผิดชอบโครงการจะเตรียมวางแผนดำเนินโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว การเข้ามาดำเนินการในพื้นที่เป็นเพียงการใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้โครงการผ่านขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ซึ่งพอจะสรุปวิธีดำเนินการของโครงการต่างๆ ได้ดังนี้

1.วางแผนในการสร้างและดำเนินโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้สนใจการมีอยู่ของคนในท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบ

2.รู้ดีว่าโครงการมีผลกระทบจึงพยายามไม่ให้ใครรู้

2.1 ไม่เปิดเผยโครงการต่อสาธารณะ แม้ลงมือดำเนินการแล้วก็ไม่บอกอะไรแก่คนในพื้นที่ หรือบอกไม่หมด หรือบอกแบบบิดเบือน

2.2 ดำเนินโครงการแบบแยกส่วนตัดตอน คือ ให้แต่ละหน่วยทำโครงการแยกกัน และแต่ละหน่วยจะรู้น้อยว่า งานของตนเกี่ยวข้องต่อโครงการอื่นๆ อย่างไร ทั้งที่โครงการย่อยต่างๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกันทั้งหมด

3.เสนอข้อมูลด้านเดียว แต่ไม่บอกถึงผลกระทบ และไม่บอกว่าหากไม่ดำเนินโครงการจะเกิดผลดีอะไร โดยเฉพาะผลดีต่อคนเล็กคนน้อย และความยั่งยืนของระบบนิเวศ

4.ใช้ความรู้แบบไม่ตรงไปตรงมา แต่จงใจสร้างความรู้ในลักษณะที่เป็นวาทกรรม และมายาคติ

ในการสร้างวาทกรรมนั้น ทางโครงการพยายามที่จะสร้างความรู้จากมุมของทางโครงการให้เป็นความจริงของสังคมในหลายเรื่อง เช่น

(1) เสนอถึงผลร้ายที่ประชาชนจะได้รับ หากไม่ดำเนินโครงการ เช่น จะไม่มีไฟฟ้าใช้ ภาคใต้ไฟจะดับ

(2) พยายามบอกว่าโครงการไม่มีอันตรายใดๆ โดยการสร้างภาพลักษณ์ของสิ่งที่ประชาชนกลัว ให้กลายเป็นสิ่งที่ภาพลักษณ์ตรงกันข้าม เช่น พยายามสร้างเรื่องถ่านหินสะอาด การมีเทคโนโลยีทันสมัยที่ควบคุมผลกระทบของถ่านหินได้หมดแล้ว

(3) สร้างภาพประโยชน์มากมายที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ เช่น การมีงานทำ ลูกหลานจะได้ทำงานใกล้บ้าน พื้นที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

 (4) ปัจจุบันวาทกรรมที่ถูกนำเสนอบ่อยขึ้นก็คือ ประเทศไทยตามหลังประเทศอื่นมากแล้ว จากการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ชาวบ้านควรจะมองหน่วยที่ใหญ่กว่าชุมชน คือ ต้องมองที่หน่วยของประเทศ จึงจะเห็นว่าโครงการต่างๆ มีประโยชน์ และหากชาวบ้านยังคัดค้านอยู่ก็จะกลายเป็นผู้ผิด

(5) กฟผ.นำนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหินในบางประเทศ แต่ให้ดูเฉพาะแง่มุมที่เตรียมไว้ให้ดู และไม่พาไปดูกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับพาชาวบ้านบางกลุ่มในพื้นที่ไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะ แต่ก็พาเข้าห้องปะชุมที่จัดเตรียมไว้ แล้วฉายภาพยนตร์ และเสนอข้อมูลแต่แง่ดีๆ ให้รับรู้เท่านั้น แต่ไม่พาไปดูชุมชนที่ชาวบ้านจำนวนมากต้องเจ็บป่วย และล้มตายด้วยพิษจากถ่านหิน ทั้งนักวิชาการ และชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวได้กลายเป็นกลุ่มผลิตซ้ำวาทกรรมของ กฟผ.อย่างเข้มแข็ง ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ในปัจจุบัน

ในการสร้างความรู้ของตนให้เป็นความรู้ของสังคม หรือที่เรียกว่าวาทกรรมนี้ ผู้ดำเนินโครงการหรือผู้ผลักดันโครงการต่างๆ จะไม่สนใจเลยว่าความรู้ที่ตนผลิตสร้างขึ้นนั้น จะมีความจริงรองรับอยู่หรือไม่ หรือใครจะได้รับผลกระทบจากความรู้นี้ แต่จะให้ความสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้ความรู้นี้เป็นความรู้ของสังคม เพื่อไม่ให้มีผู้คัดค้านโครงการ หรือมีผู้คัดค้านบ้างก็จะถูกเสียงของสาธารณะ ซึ่งเชื่อในความรู้ที่ทางโครงการผลิตสร้างเป็นผู้ออกมากดดันกลุ่มผู้คัดค้านเอง เช่น กรณี “ถ่านหินสะอาด” แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ไม่มีถ่านหินชนิดใดสะอาด จะมีแต่ว่าแต่ละชนิดจะมีสารพิษอะไรมากกว่ากัน แต่ กฟผ.และผู้บริหารกระทรวงพลังงานจะไม่สนใจ หรือโต้แย้งข้อเท็จจริงนี้ แต่จะมุ่งใช้พื้นที่สื่อสารที่ตนเองได้เปรียบมากกว่าเสนอแต่เรื่องถ่านหินสะอาด

สำหรับการสร้างมายาคติก็คือ การสร้างความรู้/ความจริงที่ไม่จริงขึ้นมา โดยใช้สัญญะต่างๆ อย่างซับซ้อน ทางโครงการจะนำสิ่งที่สังคมให้คุณค่า เช่น ความไร้เดียงสาของเด็ก วัฒนธรรมท้องถิ่น การศึกษาของเยาวชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มาเชื่อมโยงให้เป็นคุณค่าของโครงการ

วิธีการแรกที่ทางโครงการใช้คือ การสร้างข้อความ และภาพให้มีความหมายดังกล่าว ดังจะเห็นจากการเสนอภาพผ่านสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง โดยเสนอให้เห็นความหมายในลักษณะที่ กฟผ.คือผู้ที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความดีงามให้แก่วัฒนธรรมท้องถิ่น สนับสนุนการศึกษาของเด็กๆ เป็นต้น

ในพื้นที่ดำเนินโครงการก็สร้างสื่อที่แสดงความหมายลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน เช่น การแจกเสื้อยืดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยที่เสื้อดังกล่าวเขียนข้อความว่า “ลูกหลานอ่านหนังสือ ที่พึ่งคือแสงสว่าง เราต้องการโรงไฟฟ้า”

วิธีการที่สอง คือ การให้เงินสนับสนุนกิจกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่โครงการได้ เช่น ให้งบประมาณสนับสนุนกิจกรรมของวัด มัสยิด โรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน เป็นต้น

ในการสร้างวาทกรรม และมายาคตินั้น ทางโครงการไม่เพียงดึงชาวบ้านส่วนหนึ่งให้เข้ามาสนับสนุนโครงการได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดึงคนชั้นกลางในเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการบางส่วนให้เข้ามาสนับสนุนโครงการด้วย และใช้เป็นพลังสำคัญในการกดดันชาวบ้านที่คัดค้านโครงการ

ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้สังคมเพิกเฉยที่จะถกเถียงเรื่องสำคัญๆ ไปหลายเรื่อง

เรื่องที่ 1 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีแต่ผลดีที่ทุกฝ่ายจะได้รับ หรือว่ามีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายด้วย ถ้าเช่นนั้นใครจะเป็นผู้แบกรับผลกระทบ และผลประโยชน์ที่ได้นั้นใครควรจะเป็นผู้ได้บ้าง

เรื่องที่ 2 ประชาชนคนเล็กคนน้อยที่ถูกแย่งชิงทรัพยากร และไม่มีทางเลือกเส้นทางชีวิตของตนเป็นอย่างอื่นนั้นจะได้รับการดูแลอย่างไร หรือเป็นเพียงผู้อ่อนแอที่จะต้องสูญหายไปในกระแสของการเปลี่ยนแปลง

เรื่องที่ 3 ทิศทางการพัฒนามีเพียงทิศทางเดียวดังที่นำเสนอใช่หรือไม่ หรือว่ามีแนวทางอื่นอีก เช่น ทรัพยากรธรรมชาติที่จะสูญเสียไปจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ กับการรักษาทรัพยากรดังกล่าวไว้เป็นฐานการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เป็นความมั่นคงด้านอาหาร และเป็นฐานการท่องเที่ยว อะไรจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่ากัน

ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้จะให้ประชาชนในพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทำอย่างไร จะให้พวกเขางอมืองอเท้าเพื่อรอรับชะตากรรมที่ตัวเอง ซึ่งก็รู้ถึงผลแน่ชัดอย่างนั้นหรือ หรือให้รอรับความเมตตาจากผู้กระเหี้ยนกระหือรือให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ตนเป็นคนที่อื่นและจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าดังกล่าว

พอดีกับว่ายุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ลักษณะสำคัญของยุคก็คือ เกิดพลังครอบงำทางวัฒนธรรม ทำให้คนยึดติดอยู่กับการบริโภคความหมาย จนไม่เห็นความสำคัญของคน ดังจะเห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกที่ผู้คนนับหมื่นนับแสนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้าย ทั้งที่พวกเขาไม่รู้หรือไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลย โดยผู้เข่นฆ่าอ้างเพียงความหมายประชาธิปไตยบ้าง สิทธิมนุษยชนบ้าง หรือพระบัญชาอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าบ้าง

ซึ่งการผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่ต่างอะไรจากนี้ เพียงความหมายที่ว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ชีวิตจะขาดความสะดวกสบาย เราก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองไม่เห็นผู้คนจำนวนมากที่จะได้รับอันตรายอย่างร้ายแรง หรือนี่คือวิธีการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลทหารด้วย

ooo

ถ่านหินสะอาดหรือไม่! ไม่ใช่มาจากการท่องคาถา แต่พิสูจน์ได้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ (ตอนที่ 1) / ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ






ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
13 กุมภาพันธ์ 2560
โดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ภาพใบยางพาราร่วงผิดธรรมชาติในพื้นที่ทุ่งสาคร ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ถ่ายเมื่อวันที่ 12 เดือนกรกฎาคม 2559

หลายคนคงไม่รู้ว่า จ.กระบี่ เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก่อน และประสบการณ์ที่เจ็บปวดทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่นี่เริ่มเดินเครื่องเมื่อ พ.ศ.2507 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 20 เมกะวัตต์ ก่อนเพิ่มเป็น 60 เมกะวัตต์ และเดินเครื่องจนกระทั่งถึง พ.ศ.2538 จึงยกเลิกการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง และหันมาใช้น้ำมันเตาแทน

ในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินได้ทำให้ใบยางพาราที่ร่วงเหมือนผลัดใบ ผิดปกติถึง 2 ครั้งต่อปี!!





นอกเหนือจากผลัดใบตามธรรมชาติในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถกรีดยางได้ ยางพาราบางต้นยืนต้นตาย และไม่สามารถเพาะกล้ายางได้ เพราะมีขี้เถ้าถ่านหินมาเกาะใบตอนกลางคืน และหากฝนตกจะทำให้ใบกล้ายางไหม้ และร่วงหล่น บางต้นแห้งตาย


หลังจากเลิกใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ผ่านไป 21 ปี แต่ใบยางพารายังร่วงผิดธรรมชาติ 1 ครั้งต่อปี!!

นอกเหนือจากร่วงตามธรรมชาติในฤดูแล้ง สังเกตในภาพครับ ใบยางสีเขียวปลิดขั้วร่วงลงมา ไม่ใช่ร่วงตามธรรมชาติ

ในรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ได้ระบุถึงประสบการณ์ที่เลวร้ายนี้ของชาวบ้าน แต่ทำไมคนอยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหินยังท่องคาถาว่า...

“ถ่านหินสะอาด”?!

ขอให้ลองคิดครับ นี่ขนาดโรงไฟฟ้าถ่านหินแค่กำลังผลิต 36 เมกะวัตต์เอง ผลกระทบยังขนาดนี้ หากจะสร้างขนาดใหม่ขนาด 800 เมกะวัตต์ ผลกระทบจะขนาดไหน?!?!





หมายเหตุ : ข้อมูลและภาพจากงานวิจัย อันดามัน : ความรู้ท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมเชิงวัฒนธรรม การเมืองเรื่องความรู้ และความเป็นธรรมทางสังคมด้านสุขภาวะ (2559)

ooo


ถ่านหินสะอาดหรือไม่! ไม่ใช่มาจากการท่องคาถา แต่พิสูจน์ได้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ (ตอนที่ 2) / ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ





ภาพที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โรงเก่า ขนาด 60 เมกกะวัตต์ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นน้ำมันเตา และจะเปลี่ยนเป็นถ่านหินขนาด 800 เมกกะวัตต์ ที่ชาวกระบี่กำลังคัดค้านอยู่ในขณะนี้


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
14 กุมภาพันธ์ 2560 

โดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
------------------------------------------------------------------------------------------------

ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐท่องคาถา “ถ่านหินสะอาด” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมาดูรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ท่าเทียบเรือคลองรั้ว ที่จ้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เอง และงานวิจัยที่ผมลงไปทำกับชาวบ้านในพื้นที่กันครับว่า ถ่านหินสะอาดจริงหรือไม่

ก่อนอื่นขอให้ข้อมูลพื้นฐานก่อนว่า สถานที่ที่รัฐบาลจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกกะวัตต์ที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก่อน โรงไฟฟ้าถ่านหินที่นี่เริ่มเดินเครื่องเมื่อ พ.ศ.2507 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 20 เมกกะวัตต์ ก่อนเพิ่มเป็น 60 เมกกะวัตต์ และเดินเครื่องจนกระทั่งถึง พ.ศ.2538 จึงยกเลิกการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง และหันมาใช้น้ำมันเตาแทน

1) ประสบการณ์ด้านสุขภาวะของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

จากข้อมูลภาคสนามพบว่า ประสบการณ์ของชาวบ้านทุ่งสาคร ก็คือ ช่วงที่มีการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหิน ได้เกิดขี้เถ้าถ่านหินจากการเผาไหม้ฟุ้งกระจาย ทำให้ชาวบ้านหมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 4 ตำบลปกาสัย ได้รับผลกระทบ โดยที่หมู่ 4 หรือบ้านทุ่งสาครได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากอยู่ใต้ลมของโรงไฟฟ้าเป็นเวลา 7-8 เดือนต่อปี (เดือน 6-เดือน 12 หรือเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน) และขี้เถ้าถ่านหินยังทำให้ชาวบ้านจำนวนมากป่วย ส่วนใหญ่เป็นโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กๆ ป่วยเป็นโรคหอบหืด

ชาวบ้านระบุว่า ในช่วง พ.ศ.2520-2530 เป็นช่วงที่ขี้เถ้าถ่านหินฟุ้งกระจายมากที่สุด ชาวบ้านที่ปลูกผักกาด ตอนเช้าจะพบขี้เถ้าถ่านหินละเอียดผสมกับน้ำค้างเกาะตามผิวใบ หากจะนำไปดอง ต้องล้างออกก่อนถอน ถึงจะนำไปดองได้ หากไม่ล้างก่อนถอน จะล้างขี้เถ้าถ่านหินไม่ออก และเมื่อนำไปดองน้ำจะมีสีดำ แม้แต่บ่อกุ้ง บางครั้งขี้เถ้าถ่านหินฟุ้งกระจายและตกลงไปทำให้กุ้งตายทั้งบ่อ

ชาวบ้านระบุว่า กฟผ.ไม่เคยบอกกับชาวบ้านว่า ขี้เถ้าถ่านหินอันตราย ชาวบ้านบางคนยังคิดว่าขี้เถ้าถ่านหินเป็นปุ๋ยอย่างดี จึงนำเอาขี้เถ้าถ่านหินที่พัดพามากับลมและฝนและสะสมอยู่ในโอ่งน้ำฝน นำไปใส่ปุ๋ยให้กับผัก ชาวบ้านมารู้ทีหลังว่า ขี้เถ้าถ่านหินมีสารโลหะหนักและสารพิษ หลังจากสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย โดยเฉพาะเด็ก จึงต้องค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง

ในช่วงดังกล่าว การตระหนักถึงผลกระทบจากถ่านหินยังมีน้อยมาก บางคนเมื่อเจ็บป่วยจากการแพ้น้ำที่ปนเปื้อนขี้เถ้า แม้แต่แพทย์เองที่ทำการรักษาก็ไม่ทราบว่าอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านเกิดจากอะไร จนชาวบ้านต้องบอกแพทย์ว่า แพ้น้ำที่ปนเปื้อนขี้เถ้าถ่านหิน

แม้ว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเลิกใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และหันมาใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงแทน แต่ผลกระทบดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ยังเกิดต่อเนื่องมานานถึง 10 ปี และต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบันชาวบ้านก็ยังไม่ไว้ใจที่จะใช้น้ำฝน

ชาวบ้านทุ่งสาครระบุว่า เด็กบางคนที่เคยแพ้น้ำฝน ทุกวันนี้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังกลัวฝน เนื่องจากประสบการณ์ที่เลวร้ายเมื่อตอนยังเป็นเด็ก

2) ข้อมูลของสถานบริการสาธารณสุขชี้ชัด คนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โรงเก่า ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจมากที่สุด

ขณะที่ผมไม่เชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐจะไม่ทราบถึงปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจของพี่น้องรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่า เพราะทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังจะสร้าง และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของท่าเทียบเรือ ก็ยังมีการระบุข้อมูลปัญหาด้านสุขภาพของภาครัฐเอง โดยชี้ให้เห็นว่า สุขภาพของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่า โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ

ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ รายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หน้า 3-223 ถึง 3-249 ได้อ้างอิงข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้ง 4 แห่งในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ระบุว่า โรคระบบหายใจเป็นโรคที่ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นอันดับหนึ่งของทุก รพ.สต.

ข้อมูลในรายงาน EHIA ที่พบกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยมากที่สุด ทั้งใน อ.เหนือคลอง และ รพ.สต.ในพื้นที่คือ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่ง แต่การศึกษานี้ก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นสาเหตุของการเกิดโรคทางเดินหายใจ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้ทางระบาดวิทยา เพื่อหาสาเหตุหรือแหล่งที่ทำให้เกิดการโรคทางเดินหายใจเป็นอันดับหนึ่งของทุกโรงพยาบาลและมีแนวโน้มลดลง

ขณะที่รายงาน EIA ท่าเทียบเรือคลองรั่ว ในหัวข้อการสาธารณสุขและสุขภาพ (หน้า 3-378 ถึง 3-390) ระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุความเจ็บป่วยพบว่า ข้อมูลจากสาธารณสุข อ.เหนือคลอง ใน พ.ศ.2552-2555 โรคที่มีผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 1 คือ โรคทางเดินหายใจ และมีแนวโน้มลดลง

ส่วนข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ได้ระบุดังนี้ ข้อมูลจาก รพ.สต.บ้านแหลมกรวด (ต.คลองขนาน) รพ.สต.ตลิ่งชัน (ต.ตลิ่งชัน) ระหว่าง พ.ศ.2552-2555 พบว่า กลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยมากที่สุดคือ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

ขณะที่ รพ.สต.บ้านคลองยวน (ต.ตลิ่งชัน) รพ.สต.คลองขนาน และ รพ.สต.บ้านเกาะศรีบอยา (ต.ศรีบอยา) ระหว่าง พ.ศ.2552-2556 พบว่า กลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยมากที่สุด คือ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

หากพิจารณาสภาพแวดล้อมก็จะเห็นได้ว่า บริเวณนี้คือชายฝั่งทะเลที่ควรจะมีอากาศดี แต่ทำไมชาวบ้านจึงเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจอันดับต้นๆ ซึ่งหากพิจารณากิจกรรมที่มนุษย์ทำในบริเวณนี้ที่เป็นไปได้ว่า มีโอกาสทำให้พี่น้องเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจระนาว ก็มีแต่โรงไฟฟ้าถ่านหินเท่านั้น

------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ : ข้อมูลและภาพจากงานวิจัย อันดามัน : ความรู้ท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมเชิงวัฒนธรรม การเมืองเรื่องความรู้ และความเป็นธรรมทางสังคมด้านสุขภาวะ (2559)






Global Warming... Watch the powerful video: In less than an hour and 15 minutes, a piece of glacier the size of the Lower Manhattan fall into the ocean





Man points camera at ice - then captures the unimaginable on film

Source: Newsner

Photographer James Balog and his team were examining a glacier when their cameras caught something out of the ordinary.

The incident took place in Greenland, where James and his mates were gathering images from cameras that had been deployed around the Arctic Circle over the years.

James and his crew were looking for some good shots for an upcoming documentary, but no one was prepared for what would soon unfold in front of their eyes.

Even though American photographer James Balog specializes in nature photography, for a long time, he didn't believe in climate change.

In fact, for nearly 20 years, he taunted scientists about global warming.

"I didn't think that humans were capable of changing the basic physics and chemistry of this entire, huge planet. It didn't seem probable, it didn't seem possible," Balog says.





It wasn't until 2005 that Balog realized something was amiss while taking a close-up look at how climate changes affect nature.

During a National Geographic-commissioned photo expedition to the Arctic, he saw the enormous damage firsthand.

Exactly 10 years later, Balogs' film "Chasing Ice" premiered, and he decided to document the melting of glaciers with an army of cameras.

And it was in this context that Balog caught one of the most spectacular scenes ever filmed.

In less than an hour and 15 minutes, Balog and his team and saw a piece of glacier the size of the Lower Manhattan fall into the ocean.





The historic event has been recorded in the Guinness Book of Records and clearly shows how serious the situation is for Earth's climate.

As far as anyone knows, it was an unprecedented geological disaster. Unfortunately, though, it's unlikely to be the last one of its kind.

Watch the powerful video here:




In November 2016, the Arctic was 20 degrees warmer than average, which is much warmer than even research models had predicted.

Unfortunately, we're faced with disaster if we don't zero our global greenhouse emissions by 2070. But on the positive side, we still have a chance to make that happen.

Hopefully, this video will help convince more people of how serious the situation is, so that together we can help to reverse the trend!

No one can do everything, but everyone can do something. Please share!

กำจัด"ธรรมกาย"พิสูจน์สถานะ"สังฆราช"ทำลายคณะสงฆ์ไทย สู่..ธงปฎิรูป + นักวิชาการศาสนา เสนอ"สังฆราช"จัดการ"พุทธะอิสระ"เช่นเดียว"ธัมมชโย"




https://www.youtube.com/watch?v=U_LLHG-a5Ek&spfreload=5

นักวิชาการศาสนา เสนอ"สังฆราช"จัดการ"พุทธะอิสระ"เช่นเดียว"ธัมมชโย" (3)

jom voice

Published on Feb 17, 2017

ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนจบ) เกี่ยวกับท่าทีของ พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย นครปฐม หลังมีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ และรัฐบาลสามารถจัดการกับวัดพระธรรมกายได้ว่า พระพุทธะอิสระ ก็ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ต่อไป แต่เรื่องนี้ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ ถ้าเห็นแก่คณะสงฆ์จริง ต้องเห็นพฤติการณ์ที่มีปัญหาของ พระพุทธะอิสระ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะเข้าข่าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในหลายกรณี พร้อมทั้งมีคดีอาญาติดตัวอยู่ด้วย จึงควรที่จะมีบัญชาให้ พระพุทธะอิสระอยู่นิ่ง ๆ ไม่เข้าไปวุ่นวายยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือคอยประสบผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมือง ซึ่งหาก สมเด็จพระสังฆราช ยังเพิกเฉย ไม่ทำอะไรกับ พระพุทธะอิสระ ก็จะทำให้ ตัวสมเด็จพระสังฆราชเอง ไม่เป็นที่เชือถือยอมรับศรัทธาในหมู่คณะสงฆ์ไปด้วย

ooo

กำจัด"ธรรมกาย"พิสูจน์สถานะ"สังฆราช"ทำลายคณะสงฆ์ไทย สู่..ธงปฎิรูป (2)



https://www.youtube.com/watch?v=W6u42Gd9QLM

jom voice

Published on Feb 17, 2017

ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน นักวิชาการด้านศาสนา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนที่ 2) เกี่ยวกับการที่ รัฐบาล คสช. ใช้อำนาจตาม ม.44 เข้าจัดการจับกุม พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถึงขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวพระธัมมชโยได้ และบทบาทของมส.และ"สังฆราช"พระองค์ใหม่กับปัญหาธรรมกายว่า มส.คงไม่มีมติ หรือท่าทีอะไรกับธรรมกายเหมือนที่ผ่านมา แม้จะถูกแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองผ่านสมเด็จพระสังฆราช คงให้เป็นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะชัดว่า สังฆราชองค์ใหม่ เป็นเหมือนหุ่นเชิดทางการเมืองซึ่งจะทำให้ตำแหน่งสังฆราชมีมนทิน อย่างไรก็ตาม การจัดการกับวัดพระธรรมกาย ครั้งนี้จะส่งผลสะเทือนกับวงการคณะสงฆ์โดยรวม ทำให้คณะสงฆ์อยู่ใต้อำนาจฝ่ายการเมือง ไม่อาจจะต่อรองใด ๆ ได้เลย และสุดท้ายก็จะนำไปสู่ธงการปฎิรูปคณะสงฆ์ทั้งหมด ตามที่ฝ่ายการเมืองในรัฐบาลคสช.ตั้งเอาไว้ ( ตอนสุดท้าย...ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน วิเคราะห์ บทบาทพุทธะอิสระ หลังจากมี สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่...โปรดติดตาม )

ooo

นักวิเคราะห์เชื่อ"ธัมมชโย"เผ่นต่างปท.แล้ว สุดท้าย"ธรรมกาย"ไม่มีวันตาย (1)



https://www.youtube.com/watch?v=5OyiFzSYiEk

jom voice

Published on Feb 16, 2017

ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนที่ 1 ) เกี่ยวกับการยุทธการบุกจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยใช้ ม.44 ว่า เชื่อว่า พระธัมมชโย ไม่ได้อยู่ในวัดแล้ว และอาจจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้วด้วย ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของลูกศิษย์วัดที่อ่านสถานการณ์ออก เพราะการตั้งข้อหา 300 คดี ทั้งการใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและจัดส่งตำรวจเป็นกองทัพเข้าไปจัดการแบบนั้น ดังนั้นการหนีไปต่างประเทศ จึงเป็นทางออกที่ดี เพราะ พระธัมมชโย ยังสามารถทำหน้าที่เผยแผ่หลักคำสอนตามหลักธรรมกายได้ต่อไป ยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธาเลื่อมใสได้ต่อไป ธรรมกายก็มีวัดอยู่ในหลายสิบประเทศทั่วโลก และหาก ธัมมชโย ไม่อยู่แล้วรัฐบาลจะเข้าไปบริหารจัดการเอง ก็ไม่มีพระ ไม่มีลูกศิษย์คนไหนเอาด้วย แล้วรัฐบาลจะจัดการอย่างไร ส่วนหลักคำสอนของธรรมกาย จะเอาผิดตามกฎหมายไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายไหนที่จะให้เอาผิดได้ ความเลื่อมใสศรัทธาของพระลูกวัด หรือ ศิษยานุศิษย์ก็ยังคงเหมือนเดิมเพียงแต่ว่าศูนย์กลางวัดพระธรรมกายอาจจะไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย แล้วเท่านั้น ( ตอนที่ 2... ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน จะวิเคราะห์ท่าทีของ สมเด็จพระสังฆราช และ มหาเถรสมาคม กับการแก้ปัญหาวัดพระธรรมกาย ...โปรดติดตาม.)